430

ตอนที่ 430 การแสดงออกของพวกตัวร้าย

หากฉิวหรง ว่านเสวี่ยรู้ว่าการที่นางสนใจหลี่ฉีเย่จะทำให้กลุ่มของเผิงจางนั้นเข้าใจผิดเช่นนี้ นางจะเป็นคลั่งอย่างแน่นอน

" ข้าคิดว่านั้นเป็นความจริง " ศิษย์อีกคนเอ่ย " เอาอย่างนี้หลังจากพวกเรากลับไปฝัง พวกเราให้โอกาสพวกเขาอยู่ตามลำพังดีหรือไม่ ? "

ทั้งหกคนนั้นเผยรอยยิ้มออกมา พวกเขาต้องการจะส่งเสริมให้หลี่ฉีเย่และหัวเราะของพวกเขาอยู่ด้วยกัน

นี้จะให้หลี่ฉีเย่และฉิวหรง ว่านเสวี่ยรู้สึกอย่างไรหากรู้ว่าผู้เยาว์หกคนนี้กำลังเล่นซุกซนเช่นนี้ ?

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่กลุ่มของหลี่ฉีเย่ปล่อยตาข่ายของพวกเขา 

" ดึงมันขึ้นมา ! " หลังจากหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กลุ่มของพวกเขาค่อยๆเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เมื่อมีคำสั่ง พวกเขาก็ทำตามทันที

แสงสีทองปรากฏออกมาพร้อมกับแหที่จับปลาหยางราตรีขึ้นมา นี้ไม่ใช่การเก็บเกี่ยวครั้งแรก อาจจะกล่าวได้ว่าตลอดเดือนที่ผ่านมา พวกเขาได้เก็บเกี่ยวด้วยจำนวนที่น่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะอย่างไรหลังจากเห็นปลาจำนวนมากพวกเขาก็ยังตื่นเต้น

ทั้งกลุ่มนั้นคุ้นเคยอย่างมากกับการจับปลาเข้าขวด ทุกคนนั้นพอใจกับการเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้

เผิงจางกล่าวด้วยอารมณ์ " ข้าเกรงว่าด้วยจำนวนที่พวกเราเก็บในหนึ่งเดือนอาจจะมากกว่าบางคนที่เก็บมาสามปี " เขานั้นเข้าได้ว่าทั้งหมดเป็นเพราะหลี่ฉีเย่ ปราศจากเขา พวกเขานั้นไม่ต่างจากผู้ฝึกตนคนอื่น พวกเขาไม่มีทางเทียบกับลูกหลานของเชื้อสายจักรพรรดิได้

" อย่าขยับ ! " ในเวลานี้หลี่ฉีเย่นั้นมองไปยังทะเล ทันใดนั้นเขาก็ปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่ากลัวออกมา

กลุ่มของฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของหลี๋ฉีเย่ ขณะที่สูลมหายใจเข้าลึกและไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวใดๆ

หลี่ฉีเย่ทันใดนั้นก็โยนแหของเขาลงไปและดึงมันกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

" ตุบ ! " ก่อนที่แหนั้นจะจมไปในทะเล มันถูกดึงขึ้นมาพร้อมกับคลื่นขนาดใหญ่ มีเต่าขนาดยักษ์ถูกจับขึ้นมา

คนที่เหลือนั้นกลายเป็นตกตะลึง พวกเขานั้นจับปลาหยางราตรีมาเป็นจำนวนมาก แต่พวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งอื่นมาก่อน

ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นต้องการเข้าไปช่วยหลี่ฉีเย่ดึงแหขึ้นมา แต่เขาทันใดนั้นก็คำรามพร้อมกับเรือที่ส่ายไปมา เขารวบรวมพลังงานทั้งหมดในร่างกายก่อนจะดึงแหขึ้นมาอีกครั้ง

ขณะที่แหถูกดึงขึ้นมาอย่างสำเร็จ แสงสว่างเจิดจ้าก็ทำให้ทุกคนต้องปิดตา จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆเปิดตาและพบกับเต่าอยู่ภายใน

เต่านี้นั้นมีขนาดเท่าฝ่ามืดและมันมีเปลวไฟคุมทั่วตัว เปลวไฟนี้นั้นมาจากคัมภีร์เพลิงศักดิ์สิทธิ์มันเป็นรูปแบบเต๋าที่ลึกซึ้ง เต่าขนาดเล็กนี้ปล่อยแสงออกมาจนทำให้สายตาของทุกคนแทบจะปิด

ทั้งกลุ่มนั้นกลายเป็นตกตะลึง พวกเขานั้นจับปลามาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือนและไม่สามารถจับสิ่งอื่นได้นอกจากปลาหยางราตรี ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นมาที่นี่หลายครั้งและนางได้ยินว่าที่มีเพียงปลาหยางราตรีและไม่มีสิ่งอื่น

ความจริงนี้ไม่ใช่เพียงนางคนเดียวที่รู้ ทุกคนที่เคยมาในทะเลราตรีล้วนไม่เคยมีใครจับสิ่งอื่นได้มาก่อน

ดังนั้นในวันนี้ที่หลี่ฉีเย่จับเต่าแปลกประหลาดใจ จะไม่ให้ฉิวหรง ว่านเสวี่ยตกตะลึงได้อย่างไร ? พวกเขาแทบจะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

" โชคที่ดี ! " หลี่ฉีเย่กลายเป็นยินดีเมื่อเห็นเต่าในแห เขานั้นเคลื่อนไหวไปจับเต่าขณะที่มันพยามจะหนีออกไป

" มีสมบัติอยู่ที่นี่ ! " เห็นหลี่ฉีเย่จับเต่าจากระยะไกล มีเสียงตะโกนดังออกมา

ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นเงยหน้าขึ้นและสังเกตเห็นเรือสองลำที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว

เมื่อพวกเขาใกล้เข้ามา หลี่ฉีเย่โยนเต่าเข้าไปในสมบัติขวด เขานั้นปัดมือไปมา เวลานี้เขาได้รับการเก็บเกี่ยวที่ดีมาก เขาเองก็ไม่คาดว่าจะจับสิ่งนี้่ได้

หลายยุคก่อนเมื่อหลี่ฉีเย่มายังทะเลราตรี เขานั้นเคยจับเต่าเช่นนี้ได้มาก่อน ในเวลานั้นเขาต้องใช้เวลานานในการคำนวนและอย่างระวัง ดังนั้นการพบมันในวันนี้นับเป็นโชคดีอย่างมาก

หัวใจของฉิวหรง ว่านเสวี่ยกลายเป็นสั่นสะท้านเมื่อเห็นเรือสองลำใกล้เข้ามา จะเป็นใครได้อีกนอกจากเผ่าเมฆทมิฬ และเผ่าแสงจันทร์หยิน ?

ความจริงที่ว่าทั้งสองนั้นเดินทางมาด้วยไม่ใช่เรื่องดีของเผ่าเงาหิมะ

เจ้าชายแสงจันทร์หยินนั้นสนใจในตัวฉิวหรง ว่านเสวี่ย ดังนั้นหลังจากเข้ามาในทะเลราตรีเขานั้นต้องการจับปลาและหาทางใกล้ชิดนางไปพร้อมกัน

เจ้าชายนั้นบังเอิญได้พบกับขุนนางน้อยเมฆทมิฬ เผ่าเมฆทมิฬนั้นอ่อนแอกว่าเผ่าแสงจันทร์หยิน ดังนั้นขุนนางน้อยจึงต้องใจเป็นสหายกับเจ้าชาย เขาบอกกับกลุ่มของเจ้าชายว่าพบกลุ่มของฉิวหรง ว่านเสวี่ยที่จับปลาอยู่ในทะเลราตรี

เทียบกับขุนนางน้อยงี่เง่า เจ้าชายแสงจันทร์หยินนั้นเป็นลูกหลานของนิกายระดับสอง เขานั้นมีความรู้มากกว่า ทันใดนั้นเขาก็พบว่ามันแปลกหลังจากได้ยินการจับปลาที่ยิ่งใหญ่นี้

คนที่อยู่บนเรือลำเดียวกันทั้งหมดและได้รับการเก็บเกี่ยวที่ดีนี้เรียกได้ว่าเป็นปฏิหาริย์ มีเพียงคำอธิบายนเดียวก็คือกลุ่มของฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นพบกับรังของปลาหยางราตรี

เขานั้นได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เขาไม่คาดหวังว่าจะพบกับกลุ่มของฉิวหรง ว่านเสวี่ยวันนี้ แต่ก่อนทื่เขาจะทักทายนาง เขาเหลือบไปเห็นหลี่ฉีเย่

เห็นเต่าที่ถูกจับทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน เขาไม่เคยได้ยินว่ามีใครจับอย่างอื่นได้นอกจากปลาในทะเลหยางราตรี เขาเข้าใจทันทีว่าเต่านี้น่าตกตะลึง - สิ่งของที่โลกต้องตกตะลึง

สุสานใหญ่นั้นมีตำนานเกี่ยวกับสิ่งของที่น่าตื่นเต้นมากมาย กระทั้งเจ้าชายแสงจันทร์หยินก็ยังไม่รู้ว่าเต่านี้คืออะไร สิ่งที่ดำรงอยู่ในทะเลราตรีนอกจากปลาหยางราตรีแล้วจะต้องเป็นสมบัติแน่นอน

เจ้าชายแสงจันทร์หยินประสานมือของเขาและเอ่ย " ยินดีกับกลุ่มของแม่นางฉิวหรงด้วย พวกท่านได้รับการเก็บเกี่ยวที่ยิ่งใหญ่แล้ว "

หลังจากเห็นเผ่าแสงจันทร์หยินและเผ่าเมฆทมิฬเดินทางมาด้วยกัน กลุ่มของเผิงจางก็กลายเป็นกระสับกระส่ายทันที แม้ว่าพวกเขาจะไม่กลัวเผ่าเมฆทมิฬ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถยั่วยุเผ่าแสงจันทร์หยินได้

แม้ว่าหัวใจของนางจะเต้นรัว แต่ฉิวหรง ว่านเสวี่ยก็ยังยิ้มเอ่ย " เจ้าชายแสงจันทร์หยินล้อเล่นแล้ว พวกเราไม่ได้เก็บเกี่ยวมากมายอะไร พวกเราเพียงจับปลาได้ไม่กี่สิบตัว นี้เรียกว่าพอดูได้ "

" เช่นนั้นก็ไม่เลวร้าย " เจ้าชายแสงจันทร์หยินเอ่ยด้วยยิ้ม เขามองไปยังหลี่ฉีเย่และเอ่ย " ก่อนหน้านี้ข้าเห็นน้องชายท่านนี้จับเต่าที่แปลกประหลาดได้ ข้าสงสัยว่าเจ้าจะนำมันออกมาให้ข้าดูได้หรือไม่ ? "

หากไม่ใช่เพราะว่าฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นอยู่ เจ้าชายนั้นขี้เกียจจะคุยกับหลี่ฉีเย่ ในชายแดนใต้ผู้เยาว์ที่เป็นมนุษย์ล้วนไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา

" ไม่ละ "  หลี่ฉีเย่ขี้เกียจเกินไปจะสนใจเจ้าชาย เขารู้ถึงสิ่งที่สารเลวนี้กำลังคิด

รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าชายกลายเป็นแข็งค้างก่อนจะเอ่ย " ข้าชอบสะสมของแปลก และสหายท่านนี้ดูเหมือนจะได้รับของที่ตรงกับที่ข้าต้องการอย่างมาก ขายมันให้ข้าเป็นอย่างไร ? ข้าจะจายให้สองพันผนึกเซียนบรรพกาล "

คำกล่าวของเขาทำให้กลุ่มของเผิงจางหงุดหงิด แม้ว่าสองพันผลึกนั้นจะมีค่าสำรับนิกายขนาดเล็ก กระทั้งปลาหยางราตรียังขายได้ในราคาที่สูงกว่านี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงเต่าลึกลับ

ราคานี้เห็นได้ชัดว่าเจ้าชายพยามจะที่จะกดขี่พวกเขา

" พวกเรากลับฝังเถอะ " หลี่ฉีเย่นั้นขี้เกียจเกินไปที่จะสนใจและบอกกับผู้ดูแล

ขุนนายน้อยเผ่าเมฆทมิฬนั้นต้องการสร้างความประทับใจให้กับเจ้าชายเขาจึงเอ่ย " เฮ้ เจ้ามนุษย์ เจ้าไม่ยินที่เจ้าชายเอ่ยก่อนหน้ารึไง ? "

หลี่ฉีเย่นั้นไม่แยแสขุนนางน้อยนั้นเช่นกัน นี้ทำให้การแสดงออกของเจ้าชายกลายเป็นน่าเกลียด

เจ้าชายทันใดนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา " สหายอย่าได้หยิ่งยโสบนถนนสายนี้ สถานที่แห่งนี้คือชายแดนใต้ ไม่ใช่ถิ่นของมนุษย์ ในที่นี่เจ้าควรจะรู้กาลเทศะ หากเจ้าเห็นเผ่าพันธ์ผี เจ้าต้องเรียกเขาเจ้านายเข้าใจหรือไม่ ? "

หัวใจอขงฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นจมลง นางนั้นรู้ว่าเจ้าชายกำลังหาข้ออ้าง แม้ว่าชายแดนใต้จะเป็นดินแดนของเผ่าพันธ์ผี หากไม่มีผลประโยชน์พวกเขาล้วนไม่มาใส่ใจมนุษย์ เมื่อเจ้าชายยกเรื่องนี้ขึ้นมา นางสามารถมองเห็นความตั้งใจของเขาได้อย่างชัดเจน

หลี่ฉีเย่นั้นหันกลับไปมองเจ้าชายและเอ่ยอย่างไม่แยแส " ชายแดนใต้...แล้วไง ? ไม่ต้องเอ่ยถึงเผ่าแสงจันทร์หยินที่ต่ำต้อย แม้แต่บัลลังก์หมื่นกระดูกมาด้วนตัวเอง ข้าก็จะไม่แยแสพวกมัน ! อย่าได้มายโสต่อหน้าข้าไม่เช่นนั้นข้าทำให้เจ้าหายไปในทะเลราตรี ! "

แม้ว่ากลุ่มของเผิงจางนั้นจะเอาใจช่วยหลี่ฉีเย่เพราะคำพุดที่กดขี่ของเจ้าชายแสงจันทร์หยิน พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบิดบี้ยวเมื่อหลี่ฉีเย่ยกบัลลังก์หมื่นกระดูกขึ้นมาพูด พวกเขาล้วนตะโกนภายใจ ' บรรพชนน้อย ! ท่านสามารถกินอะไรก็ได้ แต่ท่านไม่สามารถพูดอย่างไม่คิดได้ ' ท้าทายบัลลังก์หมื่นกระดูกในชายแดนใต้...ไม่ต้องเอ่นถึงเผ่าเงาหิมะ กระทั้งนิกายที่ทรงอำนาจก็ยังถูกเผาเป็นเถ้าถ่านได้

บัลลังก์หมื่นกระดูก - นี้เป็นตัวตนระดับใดกัน ? หนึ่งนิกายสามจักรพรรดิอมตะ...กล่าวได้ว่าพวกเขาคือตัวตนอมตะในชายแดนใต้ !