426
ตอนที่ 426 ทะเลราตรี
ก่อนที่เผิงจางจะกล่าวเสร็จ ฉิวหรง ว่านเสวี่ยก็หันมามองเขาอย่างดุๆและทำให้เขารีบปิดปากทันที
หลี่ฉีเย่เพียงยิ้มให้กับนางที่มองมา การจ้องมองถูกหยุดชะงักชั่วเวลาหนึ่ง แต่ฉิวหรง ว่านเสวี่ยก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพิ่ม
เรือนั้นค่อยๆเข้าไปในทะเลราตรีอย่างช้าๆ ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นเคยมาที่นี่มาก่อนดังนั้นนางจึงดูสบายดี แต่เหล่าผู้เยาว์นั้นรู้สึกสยองอย่างมาก
แม้ว่าจะไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับทะเลราตรีนอกจากน้ำสีดำ เมื่อนั่งอยู่บนเรือพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกราวกับตกสู่นรก น้ำสีดำนี้ดูเหมือนจะกลืนกินทุกอย่างได้
มันเป็นความจริงที่ว่าทะเลราตรีนั้นอันตรายอย่างมาก แม้แต่ราชันเทพสวรรค์หรือบรรพชนเที่ยงธรรมก็ยังตายอย่างไร้ปราณีหากมายังทะเลโดยปราศจากเรือ ทะเลนี้เหมือนกับสัตว์ดุร้าย แม้แต่กระดูกของพวกเขาก็อาจจะหายไป แม้แต่บรรพชนเที่ยงธรรมที่ทรงพลังพวกเขาหนียากยามเข้าสู่ทะเลราตรี
มีข่าวลือว่ามีเพียงจักรพรรดิอมตะที่สามารถมใช้กำลังของพวกเขาบังคับเดินทางในทะเลราตรีได้ แต่ไม่อะไรยืนยัน
เผิงจางนั้นดูเหมือนจะตื่นตระหนกแม้ว่าจะหนังอยู่บนเรือ หากฉิวหรง ว่านเสวี่ยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ผู้เยาว์ล้วนไม่มีใครกล้าออกไปด้านนอกเรือ ไม่เช่นนั้นหากพวกเขาตกลงไปมีเพียงความตายเท่านั้น
หลี่ฉีเย่มองไปยังทะเลที่ดูเหมือนกับโลกแห่งความมืดและพึมพำ " ทะเลราตรี... "
หลี่ฉีเย่รู้ว่าทะเลนี้นั้นซ่อนความลับไว้มากมายเหมือนกับสุสานใหญ่ ความจริง มันมีบางคนที่รู้ถึงส่วนสำคัญของที่ต่างๆเป็นอย่างดี
หลังจากพวกเขาเดินทางเข้ามายังทะเลราตรี ผู้ดูและก็มอบแห่ให้กับพวกเขา นี้เป็นแห่ที่เอาไว้จับปลาเป็นพิเศษ มันสร้างมาจากวัสดุที่ไม่มีใครรู้ราวกับจะถูกทักทอด้วยแสง มันราวกับไม่มีน้ำหนักเมื่อถือไว้ในมือ
นี้เป็นแห่ที่ถูกสร้างมาเพื่อจับปลาหยางราตรีโดยเฉพาะและถูกมอบให้โดยผู้ดูแล ทว่าที่แปลกก็คือดูเหมือนผู้ดูแลจะไม่เคยจับปลาและไม่มีใครรู้ว่าทำไม
ทั้งกลุ่มนั้นลองใช้แห่จับปลาอยู่สองวัน แต่ไม่มีใครสามารถจับปลาหยางราตรีได้แม้แต่คนเดียว ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นเปลี่ยนเส้นทางและตำแหนางอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่เกิดอประโยชน์อะไร
หลังจากวันที่สาม เผิงจางนั้นเอ่ยอย่างท้อแท้ " ไม่มีสัญญาณของปลาหยางราตรีแม้แต่ตัวเดียว...อย่าบอกข้านะว่าปลาทั้งหมดในทะลถูกจับไปหมดแล้ว ? " กระทั้งคนที่ใจเย็นก็ยังอยากโดดลงไปทะเลและจับมันด้วยตัวเอง
เทียบกับผู้เยาว์ทั้งหก ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นสงบกว่ามาก นางส่ายหัวและเอ่ย " จะจับปลาหยางราตรีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันคือสกุลเงินของสุสานใหญ่ ดังนั้นหากพวกเจ้าสามารถจับเวลาใดก็ได้ เช่นนั้นเจ้าสามารถซื้อของได้ในเมืองทุกอย่าง คนจำนวนมากใช้เวลาเป็นเดือนๆกว่าจะจับปลาได้แต่ละตัว หากเจ้าสูญเสียความอดทนเจ้าจะไม่ได้อะไรเลยจากสุสานใหญ่ "
นางนั้นอยากจะฝึกฝนพวกเขา ดังนั้นนางจึงไม่เร่งรีบแม้ว่าจะจับปลาไม่ได้ก็ตาม
หลังจากสามวันผ่านไป ไม่มีการจับปลาได้แม้แต่ตัวเดียว แต่กลุ่มของหลี่ฉีเย่ไม่ใช่เกี่ยวกลุ่มเดียวที่มีชะตากรรมเช่นนี้ พวกเขาได้พบกับคนหลายกลุ่ม พวกเขาเป็นผู้เยาว์จากทั่วทุกมุมโลกและมาขี่เรือเพื่อจับปลาในปลาหยางราตรี
ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นบังเอิญพบกับเผ่าผีหลากสาขาและทักทายกัน จากการสทนาของพวกเขาพวกเขาพบว่าบางคนมาที่นี่มากกว่าหนึ่งเดือนและจับปลาได้เพียงสามตัว
หลังจากได้ยินเรื่องนี้ กลุ่มของเผิงจากก็รู้สึกดีขึ้นมาก เนื่องจากคนอื่นนั้นใช้เวลาหนึ่งเดือนพึงจับปลาได้ไม่กี่ตัว ไม่น่าแปลกที่พวกเขาใช้เวลาสามวันและจับไม่ได้เลย
ในวันที่แปด กลุ่มของหลี่ฉีเย่พบกับนิกายทรงอำนาจ พวกเขานั้นเช่าเรือขนาดใหญ่และแบกผู้เยาว์จำนวนมากมา ผู้เยาว์เหล่านั้นเหมือนกันเป็นลูกหลานของเผ่าศักดิ์สิทธิ์กลื่นอายของพวกเขากดขี่ผู้คนอย่างมาก
คนที่นั่งอยู่หัวเรือนั้นน่าประทับใจอย่างมาก เปลวไฟในร่างของเขากลายเป็นวงแหวนศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้านหลัง วงแหวนศักดิ์สิทธิ์นี้เหมือกับวเขาได้รับการดูแลจากเทพ
ฉิวหรง ว่านเสวี่ยกล่าวอย่างจริงจังหลังจากเห็นเรือลำใหญ่นี้ " แม้แต่ประเทศประกายศักสิ์สิทธิ์ก็ยังอยู่ที่นี่ เจ้าชายประกายศักดิ์สิทธิ์กระทั้งมาด้วยตัวเอง " หลังจากเอ่ย ผู้ดูแลก็ขับเรืออกไป
การเดินหนีนั้นไม่ใช่นิสัยของหลี่ฉีเย่ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม " ทำไมพวกเราต้อหนีพวกเขา ? "
เผิงจางนั้นมองมาที่เขาอย่างจริงจังและเอ่ยถาม " ศิษย์พี่หลี่มาจากพันแม่น้ำหวน แต่ท่านไม่รู้จักประเทศประกายศักสิ์สิทธิ์ ? "
" มีอะไรต้องรู้เกี่ยวกับประเทศประกายศักสิ์สิทธิ์ ? " หลี่ฉีเย่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
เผิงจางตบหน้าผากของเขาและเอ่ยตอบ " ศิษย์พี่หลี่ ข้อมูลของท่านนี้น้อยนิดอย่างมาก ประเทศประกายศักสิ์สิทธิ์นั้นเป็นหนึ่งในเชื้อสายที่ทรงพลังที่สุดในดินแดนเมฆเหินของท่าน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่เชื้อสายจักรพรรดิ พวกเขาก็เป็นนิกายระดับแรกและไม่ได้อ่อนแอกว่าเชื้อสายจักรพรรดิ "
ศิษย์อีกคนหนึ่งรีบเอ่ย " ถูกต้อง ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาเป็นเผ่าศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาเรียกตัวเองว่าเป็นลูกหลานของเทพที่แท้จริง "
หลี่ฉีเย่ไม่รู้สึกแปลกใจก่อนจะยิ้มและเอ่ย " เป็นเช่นนี้เอง " เขาไม่สนใจแม้แต่เชื้อสายจักรพรรดิ ดังนั้นไม่ต้องเอ่ยถึงประเทศประกายศักสิ์สิทธิ์ มันไม่เคยอยู่ในสายตาของเขาแม้แต่น้อย
" ไม่เพียงแค่นั้น " ศิษย์าสตรีอีกคนเอ่ย " ข้าได้ยินมาว่าเจ้าหญิงของประเทศประกายศักสิ์สิทธิ์นั้นมีชื่อเสียงและเป็นเทพธิดาที่งดงามอย่างมากภายในดิแดนเมฆเหิน นางนั้นกำลังจะแต่งงานกับขุนนางตี๋เชา "
" ใครคือตี๋เชา ? " หลี่ฉีเย่มองนางและเอ่ยถามอีกครั้ง เขามีรอยยิ้มบนหน้าเพราะเขาไม่รู้จริงๆว่าตี๋เชาคือใคร
ศิษย์ทั้งหกคนมองไปยังหลี่ฉีเย่ราวกับพวกเขากำลังมองตัวประหลาด เผิงจางตบหน้าผากของเขาอีกครั้งและเอ่ยอย่างเจ็บปวด " ศิษย์พี่หลี่...ไม่มีทาง นี้ท่านกระทั้งไม่รู้จักตี๋เชา ? เขานั้นเป็นหนึ่งในสามวีรบุรุษของโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์ขของพวกเรา "
" สามวีรบุรุษ ? พวกเขาเป็นใคร ? " หลี่ฉีเย่เอ่ยถามราวกับหลงลืม
เผิงจางรีบเอ่ยอธิบายอย่างรวดเร็ว " ฉานหยาง , ตี๋เชา , และเทียนหุยหลี่ พวกเขาเป็นสามอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนบอกว่าพวกเขาเป็นสามที่มีโอกาสจะแบกเจตจำนงแห่งสวรรค์ในยุคนี้ ตี๋เชานั้นมีพื้นหลังที่ท้าทายสวรรค์ เขานั้นเป็นลูกหลานของบัลลังก์หมื่นกระดูก "
หลี่ฉีเย่ฉีกยิ้มราวกับเขานึกอะไรบางอย่างออก " อ่อ บัลลังก์หมื่นกระดูก - ข้าเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ใช่เชื้อสายที่มีสามจักรพรรดิอมตะรึเปล่า ? "
" เชื้อสายที่มีสามจักรพรรดิ ? " ทั้งหกคนนั้นรู้สึกไร้คำพูด พวกเขาคิดว่าหลี่ฉีเย่นั้นมีความรู้สึกที่ช้าเกินไป เผิงจางรีบเอ่ย " ศิษย์พี่ นี้คือหนึ่งนิกายที่มีสามจักรพรรดิ ! ท่านรู้หรือไม่ว่าตี๋เชานั้นทรงอำนาจขนาดไหน ? ผู้คนกล่าวว่ากระทั้งองค์รักษเทพสวรรค์จากรุ่นเก่าก็ยังไม่สามารถเอาชนะเขาได้ "
" อย่างนี้นี่เอง " หลี่ฉีเย่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ หนึ่งนิกายสามจักรพรรดิล้วนเป็นตัวตนไร้ค่าในสายตาเขา
ศิษย์สตรีอีกคนรีบเอ่ย " เจ้าหญิงประกายศักดิ์สิทธิ์ - ท่านหญิงฟินิกส์ประกายศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่หมั้นของขุนนางตี๋เชา ข้าได้ยินว่าพวกเขาหมั้นกันแล้ว ชื่อเสียงของประเทศประกายศักดิ์ฺสิทธิ์เพื่มขึ้นอย่างมากจากเรื่องนี้ "
" คนที่นั่งอยู่บนหัวเรือเมื่อครู่คือเจ้าชายประกายศักดิ์สิทธิ์ เขาเป็นน้องชายของท่านหญิงฟินิกส์ " ฉิวหรง ว่านเสวี่ยที่นั่งอยุ่ด้านหน้าเอ่ยขึ้น " ประเทศประกายศักดิ์สิทธิ์นั้นทรงอำนาจอย่างมาก มันจะดีกว่าหากวพวกเราเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพวกเขา "
นี้เป็นเหตุผลที่ ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นระมัดระวังอย่างมากนั้นเพราะพวกนางเป็นเพียงเผ่าเล็กๆ และพวกนางจะพ่ายแพ้ทันทีหากไปท้าทายอำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างประเทศประกายศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ประหลาดอย่างประเทศประกายศักดิ์สิทธิ์นั้นสามารถทำลายเผ่าของนางได้เพียงกระดิกนิ้ว
" ข้ารู้แล้ว " หลี่ฉีเย่เพียงพยักหน้าและอมยิ้ม
ฉิวหรง ว่านเสวี่ยเอ่ยเตือนพวกเขา " ถ้าคนจากดินแดนเมฆเหินมาอยู่ที่นี่ เช่นนั้นสุสานใหญ่จะยิ่งมีชีวิตชีวาอย่างมาก พวกเราจะต้องระมัดระวังไม่ก่อปัญหาใดๆ "
ในฐานะหัวหน้าเผ่า ที่อาศัยอยู่นอกเหนืออำนาจใหญ่ นางจำเป็นจะต้องระมัดระวังอย่างมาก
* * * * * * *
กลุ่มของหลี่ฉีเย่ออกไปยังทะเลราตรีเป็นเวลาสิบวันสุดท้ายพวกเขาก็มีผลลัพธ์ แห่ของหลี่ฉีเย่และ ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นยังว่างเปล่า ศิษย์คนสุดท้ายที่ถอดแห่ออกมานั่งอย่างไรความหวัง แต่ทันใดนั้นเมือเขาดึงขึ้นมาเขาก็พบว่าภายในมีปลาขนาดนิ้่วหัวแม่มือปล่อยแสดงออกมา มันดูเหมือนกับว่าถูกแกะสลักมาจากหยกและเผาไหม้ร่างกายของมัน
" ปลาหยางราตรี ! " ฉิวหรง ว่านเสวี่ยฉีกยิ้มเมื่อเห็นปลาตัวนี้ มันเป็นรอยยิ้มที่คล้ายกับดอกโบตั๋นบาน
" ปลาหยางราตรี ! " ศิษย์คนที่จับมันขึ้นมากลายเป็นตื่นเต้น โดยเฉพาะเขาเป็นคนแรกที่จับมันได้
" พวกเราสุดท้ายก็หามันจนได้ ! " ผู้เยาว์ทั้งหกคนนั้นกระโดดขึ้นอย่างมีความสุข
การจับปลาในครั้งนี้ได้ยิ่งกระตุ้นให้เหล่าผู้เยาว์ยากจจะจับมันได้มากขึ้น ทว่าสองวันต่อมาพวกเขาก็ยังจับไม่ได้สักตัว
ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นยังสงบขณะที่กลุ่มของผู้เยาว์ทั้งหกหลายเป็นใจร้อนมากขึ้น...