425

ตอนที่ 425 เรือ

หลี่ฉีเย่กลายเป็นจริงจังมากขึ้นหลังจากได้ยินการอธิบายของเผิงจาง มันเหมือนกับที่เขาคาดการณ์ไว้ ตอนนี้เขานั้นมั่นใจอย่างสมบูรณ์ ตราบใดที่เขาสามารถเปิดหลุมฝังศพแห่งลางร้ายได้ เขาก็จะสามารถพบเกาะที่สูญหายได้

ศิษย์อีกคนส่ายหัวและเอ่ย " ฮ่าฮ่า ศิษย์พี่หลี่อย่าได้ไปฟังเผิงจางจอมโกหก ในเวลานั้นท้องฟ้ามืดจนแทบไม่เห็นสิ่งใด ไม่ต้องเอ่ยถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ทุกคนนั้นเห็นว่าท้องฟ้ามือแม้แต่ผู้อาวุโสจือและคนอื่นๆก็ยังไม่สามารถมองผ่านความมืดนี้ได้ เช่นนั้นมันจะมีดวงดาวและดวงจันทร์ปรากฏได้อย่างไร ? "

" ข้าพูดความจริง ! " เผิงจางนั้นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยประทวง

หลี่ฉีเย่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม " ข้าเชื่อเผิงจาง ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้มันเต็มไปด้วยเรื่องน่าแปลกประหลาดและความลึกลับ มันไม่แปลกที่เผิงจางจะเห็นบางอย่างที่แปลกออกไป "

เผิงจางเอ่ยอย่างพอใจ " เห็นไหม ? พี่หลี่นั้นเชื่อข้า เขาไม่เหมือนเด็กน้อยเช่นพวกเจ้า "

ศิษย์อีกห้าคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา สตรีหนึ่งในนั้นเอ่ย " ศิษย์พี่หลี่เพียงแค่ไม่อยากให้เจ้าอับอาย เจ้าคิดว่าเขากล่าวจริงจังรึ ? "

พวกเขานั้นเติบโตมาในเผ่าเดียวกันและเติบโตมาด้วยกัน ดังนั้นความสัมพันของพวกเขาจึงดีมากและล้อเลียนกันได้

" พวกเจ้าทุกคนต้องการจะต่อต้านข้าจริงๆ ? " เผิงจางจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาดุร้ายและเอ่ย " ผิวของพวกเจ้าหนาพอไหม ? อยากลองโดนทุบตีหรือไม่ ? "

ศิษย์อีกคนหัวเราะเบาๆและเอ่ย " เพ้ย เจ้าต้องการจะต่อสู้กับพวกเราทั้งห้าคน ? หรือเจ้าอยากจะลอง ? "

เผิงจางหัวเราะด้วยเสียงดุร้าย " มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับต่อสู้กับพวกเจ้าห้าคน ? วันนี้ข้าจะแสดงให้เห็นถึงอำนาจของบิดาผู้นี้เอง ! "

หลี่ฉีเย่ยิ้มขณะมองไปที่ทั้งหกคนที่กำลังทะเลาะกัน การมีสหายที่เติบโตมาด้วยกันเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดี

ทันใดนั้นก็มีเสียงประชดประชันเอ่ยขึ้นมา " โอ้ว นั้นไม่ใช่กลุ่มของเผ่าพัน์ตัวตลกอย่างเงาหิมะหรอกรึ ? พวกเจ้าถึงกับกล้ามาที่นี่ ? "

กลุ่มคนที่พูดนั้นมีทั้งบุรุษและสตรีพวกเขานั้นมีกันมากกว่าสิบคน พวกเขานั้นปลดปล่อยบรรยากาศที่เย็นชาออกมาและมีเมฆดำลอยเหนือหัวพวกเขา

การแสดงออกของเผิงจางกลายเป็นจริงจัง " ฮึ่ม นี้คือเป็นสาขาของเผ่าเมฆทมิฬ อย่าบอกข้านะว่าทะเลราตรีเป็นของพวกเจ้า ! "

บรรยากาศทันใดนั้นก็กลายเป็นตึงเครียด

คนกลุ่มนี้นั้นเป็นผู้เยาว์ที่มาจากเผ่าเมฆทมิฬ เผ่าที่ถูกข้างๆเผ่าเงาหิมะ ทว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นแย่อย่างมาก เผ่าเมฆทมิฬนั้นเป็นเผ่าที่แข็งแกร่งกว่าเผ่าเงาหิมะ ดังนั้นทุกความขัดแย้งล้วนทำให้เผ่าเงาหิมะนั้นสูญเสียมากกว่า สิ่งนี้ทำให้เผ่าเงาหิมะเก็บความเกลียดชังไว้ในจิตใจพวกเขา

ผู้นำกลุ่มของเผ่าเมฆทมิฬเป็นขุนน้างน้อย เขานั้นกลุ่มของเขาเดินมาข้างหน้าและมองกลุ่มของเผิงจางอย่างรังเกียจ

ขุนนางน้อยของเผ่าเมฆทมิฬกล่าวอย่างหยิ่งยโส " ทะเลทมิฬนั้นไม่ใช่ของเผ่าพวกเรา แต่ด้วยทักษะอันต่ำต้อยของพวกเจ้า พวกเจ้ายังกล้าเสนอหน้ามาที่สุสานใหญ่ ? ฮ่าฮ่า ข้าจะให้คำแนะนำสักหน่อย เป็นเด็กดีและอยู่แต่ในบ้านเถอะ ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะตายโดยไร้หลุมฝังศพ "

" นั้นก็ไม่ใช่เรื่องของเจ้า " เผิงจางหัวเราะเยาะและเอ่ย " พวกเราสามารถไปได้ทุกที่ที่ต้องการ ฮ่าฮ่า เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ "

ทั้งกลุ่มของเผ่าเมฆทมิฬนั้นกลายเป็นหัวเราะ ก่อนที่ผู้นำของพวกเขาจะจ้องไปยังกลุ่มของเผิงจางทั้งหกจากนั้นก็หลี่ฉีเย่และเอ่ย " เผิงจาง พวกเรามีคนมากกว่าหากสู้กับเจ้าตอนนี้ ผู้คนอาจจะหาว่ารังแกเจ้าด้วยจำนวน  "

" สิบหกถึงสิบเจ็ดคนนั้นไม่มากนัก " เผิงจางตบอกของเขาและเอ่ยอย่างดุร้าย " พวกเจ็ดคนสามารถสู้พวกเจ้าได้ ในต่อสามนั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเรา ! "

" เจ็ดคน ? " ศิษย์ของเมฆทมิฬคนหนึ่งมองหลี่ฉีเย่และหัวเราะก่อนจะเอ่ย " นี้เจ้านับมนุษย์สารเลวนี้ไปด้วย ? เผิงจางเผ่าเงาหิมะของเจ้านี้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ กระทั้งกล้ารวมกลุ่มกับมนุษย์ผุ้อ่อนแอ...นี้ทำให้เผ่าพันธ์ผีของพวกเราเสียหน้าอย่างแท้จริง "

" เป็นมนุษย์แล้วยังไง ! " ศิษย์ของเผ่าหิมะกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด " หากพวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นผีที่น่าประทับใจ เช่นนั้นก็ไปท้าทายพันแม่น้ำหวนในดินแดนเมฆเหินหรือภูเขาอาณาจักรอมตะ " 

" ฮ่าฮ่า เจ้าไม่ชอบคำพูดของข้ารึ ? " ศิษย์ของเผ่าเมฆทมิฬเอ่ย " พวกเจ้าสามารถปกป้องมนุษย์ไร้ยางอายนี้ได้อย่างรวดเร็ว...หรือเพราะว่าเผ่าเงาหิมะของเจ้าไม่มีผู้ดูแลจนไม่สามารถอยู่ในชายแดนใต้ได้และต้องการเข้าร่วมกับเผ่ามนุษย์ ? "

หลี่ฉีเย่เพียงยิ้มต่อหน้าคำท้าทายเหล่านี้ เขานั้นขี้เกียจเกินไปที่จะลงมือแต่เด็กน้อยเหล่านี้

เผิงจางนั้นเป็นคนตรงไปตรงมาเขาจึงเอ่ย " เพ้ย พวกกระจอกอย่าเผ่าเมฆทมิฬ เสนอหน้าเข้ามา ข้าจะสู้กับพวกเจ้าเอง ! "

เผ่าเมฆทมิฬและเงาหิมะนั้นเป็นศัตรูกันมาทุกรุ่น ดังนั้นตอนนี้เมื่อพวกเขาถูกยั่วยุ เผิงจางยิ่งกลายเป็นโกรธมากขึ้นและอยากต่อสู้

ด้วยกลิ่นอายทรงอำนาจ ขุนนางน้อยของเผ่าเมฆทมิฬเดินมาข้างหน้าและเอ่ย " ฮ่าฮ่สเผิงจาง นี้เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้ารึ ? พวกเรามาสู้กัน ข้าจะทำให้เจ้าลิ้มรสความพ่ายแพ้ในสามกระบวนท่า ! "

" นี้ไม่ใช่สถานที่ยุติข้อบาดหมางระหว่างเราสองเผ่า " ทันใดนั้นเสียงที่เย็นชาก็ปรากฏขึ้นพร้อมด้วยฉิวหรง ว่านเสวี่ยที่กลับมา

การแสดงออกของผู้นำกลุ่มเมฆทมิฬนั้นเปลี่ยนไปเมื่อเห็นฉิวหรง ว่านเสวี่ย แม้ว่านางจะยังเยาว์ แต่นางนั้นเป็นหัวหน้าเผ่าของเผ่าเงาหิมะ พลังของนางนั้นอยู่ระดับเดียวกับผู้อาวุโสจากเผ่าเมฆทมิฬ

" หากเผ่าเมฆทมิฬของเจ้าต้องการจะสู้ เช่นนั้นเผ่าเงาหิมะของข้าก็ยินดีรับการท้าทายตลอดเวลา " ฉิวหรง ว่านเสวี่ยค่อยๆเอ่ย " ข้าไม่เอาเปรียบพวกเจ้า ไปบอกให้หัวหน้าเผ่าของพวกเจ้ามาที่นี่ "

สุดท้ายเผ่าเมฆทมิฬก็เอ่ย " หัวหน้าของพวกเราจะรอพบเจ้าเมื่ออกจากสุสาน " กล่าวเสร็จพวกเขาก็หนีไปอย่างรวดเร็ว

" ฮึ่มม พวกคนขี้ขลาด " หากหัวหน้าเผ่านั้นไม่ปรากฏตัว เช่นนั้นเผิงจางคิดว่าเขาจะสอนบทเรียนให้กับคนเหล่านั้น

ฉิวหรง ว่านเสวี่ยหันไปบอกกับคนอื่นๆ " ตามข้ามา ข้าได้เรือแล้ว "

ทั้งกลุ่มเดินตามฉิวหรง ว่านเสวี่ยมาและพบเรือที่จอดอยู่ ผู้ดูแลนั้นนั่งอยู่บนเรือ เขานั้นดูผอมเหมือนแทงไม้และนั่งสวมหมวกบนศีรษะ

ขณะที่พวกเขาเดินเข้ามาใกล้ ผู้ดูแลก็จ้องกลุ่มของเผิงจางด้วยสายตาสยอดสยองทำให้ทั้งกลุ่มสั่นสะท้าน

จากนั้นเขาก็เอ่ย " หยดเลือดลงไปหนึ่งคนต่อหนึ่งวัน พวกเราจะออกทะเลเพียงสามถึงห้าวัน "

เสียงของผู้ดูแลนั้นดูโบราณ มันมาพร้อมกับความหนาวเย็นที่สั่นสะท้านหัวใจของผู้ฟัง

" ทุกคนหยดเลือดของพวกเจ้าลงมา " ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นออกคำสั่ง จากนั้นนางก็กรีดเอาหยดเลือดออกมา

กลุ่มของเผิงจางนั้นทำตามหัวหน้าเผ่า สำหรับผู้ฝึกตนหยดเลือดชีวิตนั้นมีค่าอย่างมาก แต่กลุ่มของเผิงจางนั้นยังเยาว์ ดังยนั้นพวกเขาสามารถสร้างใหม่ได้ในอนาคต ไม่เมื่อผู้ฝึกตนอาวุโส หลังจากถึงวัยหยดเลือดชีวิตของพวกเขาจะอ่อนแอลงและเหือดแห้งไปในที่สุด

นี้จำเป็นต้องจ่ายให้กับผุ้ดูแดเพื่อที่จะนำเรือไป การชำระเงินเหล่านี้ไม่ใช่ได้หยกหรือปลาหยางราตรี แต่มันหยดเลือดชีวิต

หลังจากทุกคนหมดหยดเลือดชีวิตให้กับผู้ดูแล เขาทันใดนั้นก็เปิดปากและกลืนพวกมัน ทั้งกลุ่มนั้นสั่นสะท้านเมื่อเห็น

จากนั้นพวกเขาก็เหมือนจะเข้าใจได้ว่าทำไมผู้ดูแลถึงออกมาจากสุสานได้ - ปกพวกเขาไม่มีหยดเลือดชีวิต ดังนั้นเมื่อผู้ดูแลดื่มหยดเลือดของผู้ฝึกตนเข้าไป ไม่แปลกที่เขาจะมีพลังงานชีวิตในสายเลือด

หลังจากได้รับหยดเลือดชีวิตทั้งหมดแล้ว ผู้ดูแลก็ให้กลุ่มของฉิวหรง ว่านเสวี่ยขึ้นเรือ

ขณะที่ทั้งกลุ่มกำลังขึ้นไป มีกลุ่มชายและหญิงจำนวนหนึ่งปรากฏออกมาจากระยะไกล

พวกเขานั้นมาถึงชายหาดภายในพริบตา พลังงานในสายเลือดของพวกเขาทรงอำนาจมากดังนั้นพวกเขาจึงเป็นผู้เชียวชาญ คนที่นำพวกเขามาเป็นชายหนุ่มสวมเสื้่อคลุมมังกร ร่างกายของเขานั้นเปล่งประกายราวกับแสงจันทร์ทำให้เขาดูหล่อเหล่าอย่างมาก นอกจากนี้เขายังดูน่าเกรงขาม เขาแน่นอนว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่

ชายหนุ่มคนนั้นดูเหมือนจะยินดีมากที่ได้เห็นฉิวหรง ว่านเสวี่ย

" แม่นางฉิวหรง ไม่พบกันนาน " เขานั้นเอ่ยพร้อมกับผสานมือ " แม่นางฉิวหรงกำลังจะไปทะเล ? เป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่ง พวกเราไปเรือลำเดียวกันเป็นอย่างไร ? "

ฉิวหรง ว่านเสวี่ยส่ายหัวและเอ่ย " เจ้าชายหยินมูน เรือของพวกเรานั้นนั่งได้แค่เจ็ดหรือแปดคน เจ้าชายควรจะหาเรือที่ใหญ่กว่าแทน "

ทว่าเจ้าชายหยินมูนนั้นกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ เขามองไปยังหลี่ฉีเย่และเอ่ย " สหายมนุษย์ท่านนั้น ข้ากำลังรีบเพื่อที่จะไปจับปลาหยางราตรีในทะเล ให้ข้าขึ้นไปแทนได้หรือไม่ ? ข้าจะจ่ายให้กับเจ้า "

หลี่ฉีเย่มองไปยังเจ้าชายหยินมูน จากนั้นก็มองไปยังฉิวหรง ว่านเสวี่ย เขานั้นส่ายหัวและเอ่ยอย่างไม่ใส่ " โทษที ข้าเองก็รีบเหมือนกัน "

คำตอบนั้นทำให้เจ้าชายรู้สึกหงุดหงิด แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความโกรธของเขา

" ลาก่อน เจ้าชายหยินมูน พวกเราขอตัวไปก่อน " ฉิวหรง ว่านเสวี่ยนั้นไม่ต้องการอยู่อีก นางจึงบอกผู้ดูแลเพื่อออกเรือ

เจ้าชายหยินมูนนั้นไม่พอใจ แต่เขาก็ผสานมือกันและเอ่ยลา

เมื่อผู้ดูแลนั่งอยู่ท้ายเรือ เขาค่อยๆนำทั่งกลุ่มเข้าสู่ทะเลราตรีอย่างช้าๆ

หลี่ฉีเย่นั่งข้างเผิงจาง เขามองไปยังฉิวหรง ว่านเสวี่ยที่นั่งอยู่บนหัวเรือและเอ่ยถามเผิงจาง " คนกลุ่มนั้นเป็นใครกัน ? "

" เขานั้นเป็นเจ้าชายของเผ่าแสงจันทร์หยิน เผ่านี้ถูกพิจรณาว่าเป็นเผ่าระดับสองในชายแดนใต้ - น่ากลัวทีเดียว " เผิงจากเหลือบมองหัวหน้าเผ่าและเอ่ยกระซิบ " เจ้าชายหยินมูนนั้นชอบหัวหน้าเผ่า ดังนั้นเขาจึงมักจะพยามเข้าใกล้นางเสมอ "