422

ตอนที่ 422 เผ่าเงาหิมะ

หลี่ฉีเย่นั่งอยู่ภายในร้าน ด้านข้างของเขาเป็นโต๊ะที่มีคนมากกว่าสิบคน พวกเขามีทั้งบุรุษและสตรีทั้งเด็กและผู้ใหญ่

" ฮ่าฮ่า เวลานี้บางทีพวกเราอาจจะได้พบหุบเขาในตำนานของสุสานใหญ่ หากเป็นเช่นนั้นเผ่าเงาหิมะของเราก็จะรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ! " ชายหนุ่มอุทานด้วยความตื่นเต้น

ทั้งกลุ่มนั้นมีลักษระเหมือนกันก็คือเส้นผมของพวกเขาทั้งหมดนั้นเป็นสีขาวราวกับหิมะ

สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือเมื่อมีแสงส่องไปยังร่างของพวกเขา แม้แต่เงาของพวกเขาก็ยังออกมาเป็นสีขาว

เงาสีขาวนี้อาจจะแปลกประหลาดสำหรับคนนอก แต่ในโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์นี้เงาสีขาวเหล่านี้ล้วนไม่แปลกเลย

เห็นได้ชัดว่าทั้งกลุ่มนั้นประกอบไปด้วยสมาชิกจากเผ่าเดียวกัน ชื่อของเผ่านั้นคือเงาหิมะ เหมือนดังชื่อของพวกเขาเงาของพวกเขาจึงเป็นสีขาว

พวกเขาเป็นเผ่าเล็กภายในเมืองข้ามท่า พวกเขานั้นมีอำนาจน้อยมาก ตำนานกล่าวว่าพวกเขานั้นเคยทรงอำนาจมาก่อน แต่ปัจจุบันอำนาจของพวกเขานั้นหายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่มีใครรู้

ผูเ้ยาว์ภายในกลุ่มนั้นตื่นเต้นเมื่อเอ่ยถึงสุสานใหญ่ พวกเขาทั้งหมดนั้นต้องการสำรวจมัน

ชายหนุ่มอีกคนหนึ่้งเอ่ย " ฮี่ฮี่ สุสานใหญ่นั้นเต็มไปด้วยดินแดนของสมบัติที่จักรพรรดิอมตะก็ยังต้องมาเยือน พวกเราจะทำให้ดีเพื่อได้รับโชคลาภครั้งนี้ ! "

ทว่าผู้อาวุโสในเผ่าเดียวกันนั้นเย็นชามากกว่าจะตื่นเต้น เขานั้นแก่มากแล้วแต่สายตาของเขายังสดใสราวกับน้ำใส เขาส่ายหัวและเอ่ย "  อย่าได้หวังมากเกินไป พวกเราจะไปแต่ว่าอย่าได้คิดถึงสมบัติมากเกินไป มีคนร้อยมาเยือนสุสานใหญ่ในทุกๆปี แต่พวกเขากระทั้งกลับไปมือเปล่า ไม่ต้องเอ่ยถึงสมบัติลึกลับ พวกเราไปเพื่อจะเปิดหูเปิดตาเท่านั้น "

" ผู้อาวุโสจือ อย่าได้ทำลายความตื่นเต้นของพวกเราเช่นนี้ " ผู้เยาว์ที่เป็นชายหนุ่มที่ดูแข็งแรงยิ้มเอ่ย " ผู้อาวุโสจือบางทีข้าเผิงจาง อาจจะพบภูเขาในตำนาน ข้าจะกลายเป็นจักรพรรดิอมตะรุ่นต่อไป ! "

" คนเช่นเจ้านะรึจะกลายเป็นจักรพรรดิอมตะ ? " ผู้อาวุโสจือส่ายหน้าและเอ่ย " อย่าได้ฝันถึงภูเขาสมบัติ นี้เป็นดินแดนในตำนานและไม่มีใครเคยเห็น ไม่ต้องเอ่ยถึงสารเลวเช่นเจ้า "

เด็กหนุ่มที่ชื่อเผิงจางเพียงยิ้ม แม้ว่าผู้อาวุโสจะเอ่ยเช่นนั้นมันก็ไม่ได้ลดความตื่นเต้นของเขา เขาและผู้เยาว์ในกลุ่มยังตื่นเต้นที่จะได้พูดถึงสุสานใหญ่

ตอนแรกหลี่ฉีเย่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพวกเขา ทุกวันทุกคนในโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์ล้วนเดินทางไปยังสุสานใหญ่เพราะมีความฝันเช่นเดียวกับเผิงจาง พวกเขานั้นต้องการหาภูเขาสมบัติในตำนาน

แต่ตอนนี้กลุ่มของผู้เยาว์กำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนในสุสานใหญ่ นั้นเป็นช่วงเวลาที่โลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์ถูกปกคลุมด้วยความมืด

" ข้าได้ยินว่ามีอสูรกลับมามีชีวิต " บทสนทนาของผู้เยาว์เต็มไปด้วยความขบขันเมื่อเอ่ยถึงสิ่งนี้

" มันไม่ใช่อสูร ข้าได้ยินว่าเป็นเจตจำนงสวรรค์ที่ตายแล้ว ตั้งแต่ราชามังกรทมิฬฉีกเจตจำนงแห่งสวรรค์มันก็ตายในทันที เมื่อวานเมื่อท้องฟ้ามืด พวกมันก็ตายอย่างสมบูรณ์ "

" เพ้ย นี้เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร ? สวรรค์นั้นอยู่ที่ไหน ? ข้ารู้สึกว่ามันเป็นการมาถึงของอสูรจะถูกต้องยิ่งกว่า " กลุ่มของผู้เยาว์ถกเถียงกัน

" พวกเจ้าทุกคนกล่าวผิดแล้ว " ชายหนุ่มี่ชื่อเผิงจางนั้นเอ่ยอย่างลึกลับ " ฮ่าฮ่า ในความคิดข้านั้นต้องเป็นตัวตนอมตะออกมาจากหลุมฝังศพแห่งลางร้ายแน่ ในช่วงเวลาแห่งความมืด ข้าเห็นมือสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ออกมาจากหลุมฝังศพ "

" โอ้ว พูดจาใหญ่โตอีกแล้ว เผิงจางเจ้ากำลังโกหกอีกแล้ว " ผู้เยาว์ในโต๊ะเดียวกันส่ายหัวและเอ่ย " มือของสัตว์ประหลาดอะไร ? พวกเราอยู่ด้วยกันเมื่อวาน ล้วนไม่มีใครเห็นมือสัตว์ประหลาดนั้น นอกจากนี้หลุมฝังศพก็ไม่ได้เปิดมาหลายล้านปีแล้ว เช่นนั้นเจ้าจะเห็นมืออะไรได้อย่างไร ? "

" มันเป็นความจริง ! " เผิงจางรีบเอ่ยตอบ " ทามกลางความมืดนั้นข้าเห็นมือขนาดใหญ่ออกมาจากหลุมฝังศพ "

การแสดงออกของหลี่ฉีเย่นั้นเปลี่ยนไป นี้่เป็นข่าวที่เขากำลังตามหา หากเผิงจางกล่าวความจริง เช่นนั้นการคาดเดาของหลี่ฉีเย่ย่อมไม่ผิด

" เผิงจางอย่าได้พูดเรื่องไร้สาระ ! " ทันใดนั้นก็มีเสียงที่สง่างามดังออกมา

ผู้คนนี้นั้นนั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน นางนั้นอายุราวๆสามสิบ เสน่ห์ที่โดดเด่นของนางนั้นเหมือนกับลูกพิชสุกที่สามารถเด็ดมากินได้ทุกเมื่อ

ผู้หญิงวัยสามสิบคนนี้นั้นเต็มด้วยกลิ่นอายของความเป็นผู้ใหญ่ ผมสีขาวของนางทำให้นางยิ่งมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น นางนั้นถูกขับแน่นด้วยอกอันเอิ่บอิ่มที่น่าสัมผัสพร้อมด้วยเอวคอดกิ่วที่สามารถโอบได้ด้วยหนึ่งมือ นางนั้นมีเสน่ห์อย่างมากแม้จะไม่สามารถล่มเมืองได้ แต่ช่วงเวลาที่นางเคลื่อนเพียงกลิ่นอายของนางก็ทำให้ผู้คนหลง

กลิ่นอายความเป็นผู้ใหญ่และสง่างามของนาง ทำให้สายตาของผู้อื่นเคลิบเคลิ้มและหัวใจของพวกเขาเต้นรั่ว

เผิงจางเปิดปากเงียบหลังจากโดนผู้หญิงคนนี้ดุ และเอ่ยเสียงอ่อน " หัวหน้า ข้าเพียงพูดล้อเล่น "

สตรีนางนั้นไม่ได้เอ่ยอะไรแต่ปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าเกรงขามออกมา ผู้เยาว์ที่สัมผัสล้วนเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาอย่างรวดเร็ว

หลี่ฉีเย่ที่กำลังแอบฟังอยู่ เขาทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่าพบคนที่ตามมา ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำคือดูเผิงจางนั้นเอ่ยความจริงหรือไม่

หลี่ฉีเย่ยืนขึ้นก่อนจะผสานมือกันและเอ่ยทักคนทั้งกลุ่ม " ยินดีที่ได้พบ สหายเต๋าทั้งหลาย "

หลังจากตกตะลึงชั่วครู่ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแยมของหลี่ฉีเย่ เผ่าเงาหิมะก็เอ่ยทักทายเขาอย่างสุภาพ

หลี่ฉีเย่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม " ผู้เยาว์คนนี้มีนาวว่าหลี่ฉีเย่มาจากดินแดนเมฆเหิน ข้ามาที่ชายแดนใต้ก็เพื่อเปิดหูเปิดตา ความลับในสุสานใหญ่นั้นน่าค้นหาอย่างมาก ดังนั้นเมื่อข้าได้ยินสหายทั้งหลายเอ่ย ข้าต้องการถามคำถามเล็กน้อยเกี่ยวกับพวกมัน "

หลี่ฉีเย่นั้นเอ่ยอย่างสุภายราวกับเด็กหนุ่มของชนชั้นสูง

" เจ้ามาได้ถูกเวลาเลย พวกเรากำลังจะไปยังสุสานใหญ่พอดี " เผิงจางนั้นเป็นคนที่ตรงไปตรงมาอย่างมาก เขาจึงเอ่ย " พวกเราไปด้วยกันเป็นอย่างไร ? สหายคนอื่นไปด้วยจะทำให้มันมีชีวิตชวามากขึ้น "

" เผิงจาง..." หัวหน้าเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงตำหนิ

ทว่าหลี่ฉีเย่นั้นรีบเอ่ยอย่างรวดเร็วก่อนที่หัวหน้านั้นจะเอ่ยอะไรเพิ่ม " ผู้เยาว์คนนี้นั้นละอายอย่างยิ่งที่จะไปกับกลุ่มของท่าน ข้านั้นพึงมาถึงชายแดนใต้และยังไม่รู้เส้นทาง ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านหัวหน้าจะช่วยเหลือข้าสักเล็กน้อย "

หัวหน้านั้นอดไม่ได้ที่จะหน้าตาบูดบึ้ง มนุษย์คนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่รู้ต้นกำเนิดแต่เขาจู่ๆก็มาเข้าร่วมทีมของนาง ทำให้นางนั้นไม่พอใจอย่างมาก

" ผู้เยาวนั้นชื่อหลี่ฉีเย่ ไม่ทราบว่าสหายท่านชื่ออะไรกันบ้าง ? " หลี่ฉีเย่เริ่มต้นที่จะถามอย่างเป็นมิตรและกระตือรือร้น

เผิงจางนั้นเป็นคนตรงไปตรงมาอย่างมาก หลังจากเห็นหลี่ฉีเย่แสดงอย่างสุภาพ เขาก็เรียกว่าพี่ชายทันทีราวกับว่าทั้งสองนั้นสนิทกันมานาน

ผู้เยาว์คนอื่นๆนั้นก็ไม่ได้ระวังเรื่องของหลี่ฉีเย่ สุดท้ายพวกเขาก็เป็นเพียงเผ่าเล็กๆ ดังนั้นก็คบสหายนอกเผ่าก็เป็นสิ่งไม่เลว

ผู้อาวุโสจือนั้นไม่แสดงความคิดเห็น มีเพียงหัวหน้าเท่านั้นที่ระมัดระวัง แต่นางนั้นไม่ได้แสดงความพอใจใดๆแต่หลี่ฉีเย่

หลังจากทำความรู้จักกันทุกคน หลี่ฉีเย่ก็ได้รู้ว่าคนที่อาวุโสที่สุด และถูกเรียกว่าหัวหน้านางชื่อซิวหยง ว่านเสวี่ย

แม้ว่าจะเป็นเพียงเผ่าเล็กๆ แต่มันก็ยังเป็นเผ่าพันธ์ ซิวหยง ว่านเสวี่ยนั้นพิสูจน์ตัวนางและแสดงความแข็งแกร่งจนได้เป็นหัวหน้าเผ่าตอนอายุสามสิบ นางนั้นเป็นผู้เชียวชาญอันดับหนึ่งหรือสองในเผ่า

สาวน้อยในเผ่านั้นล้วนชื่นชมนาง นางนั้นยังคงได้รับการชื่นชมจากคนรุนก่อนอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่านางจะไปถึงราชันเทพสวรรค์ได้ในอนาคต

ภายในช่วงเวลาสั้นๆ หลี่ฉีเย่ก็กลายเป็นสนิทกับกลุ่มของเผิงจาง หลังจากมืออาหารทั้งกลุ่มก็เดินทางไปยังสุสานขณะที่หลี่ฉีเย่นั้นติดตามพวกเขาไปด้วยอย่าหน้าไม่อาย

ผู้เยาว์นั้นชื่นชอบหลี่ฉีเย่ แต่ซิวหยง ว่านเสวี่ยนั้นยังระวังตัว ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็ไม่ถึงกับไล่เขาไปและให้เขาตามมา

เมื่อมาถึงด้านนอกของสุสานใหญ่ ผู้เยาว์นั้นกลายเป็นตื่นเต้นอย่างมาก เผิงจากนั้นอุทาน " ฮ่าฮ่า ข้าเผิงจางมาแล้ว ! ภูเขาสมบัติจะต้องเป็นของข้า ! "

หลี่ฉีเย่หัวเราะก่อนจะชี้่ไปยังภายในหลุมฝังศพแห่งลางร้ายและเอ่ย  " ผู้คนกล่าวว่ามีสมบัตินับไม่ถ้วนอยู่ในหลุมฝังศพ มันมีกระทั้งวิธีที่เป็นอมตะ "

เผิงจางกล่าวอย่างไม่ลดละ " ฮ่าฮ่า รอจนกระทั้งข้าหากุญแจเจอ พวกเราจะได้เข้าไปในนั้นแน่ๆ "

" ข้าเกรงว่ามันจะยากมากๆ " หลี่ฉีเย่ส่ายหัวและเอ่ย " ข้าได้ยินมาว่าไม่มีใครเปิดมันมานานแล้ว หมื่นปีที่ผ่านมาไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในหลุมฝงศพ "

" ใครบอกเจ้ากัน ? " เผิงจางเอ่ยอย่างมั่นใจ " ข้าเห็นอย่างชัดเจนว่าเมื่อท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยความมืด ตอนนั้นข้าเห็นเมื่อขนาดใหญ่ออกมาจากหลุมฝังศพชัดๆ "

" เผิงจางจอมโกหก " หนึ่งกลุ่มนั้นส่ายหัวและเอ่ยหัวเราะ " พวกเรานั้นอยู่ด้วยกันทั้งหมด ทำไมพวกเราถึงไม่เห็นมันเล่า ? "