419
ตอนที่ 419 กลางวันเปลี่ยนเป็นกลางคืน
ขณะนั้น ผู้อาวุโสและบรรพชนของนิกายแม่น้ำสูญเสียการควบคุมตัวเอง พวกเขาไม่รู้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขานั้นได้ถึงจิตวิญญาณไว้เบื้องหลัง ในตอนนี้พวกเขาเข้าใจว่าจิตวิญญาณของท่านบรรพบุรุษคุ้มครองนิกายแม่น้ำมาตลอด
เงาลึกลับภายใต้ต้นหลิวทองคำศักดิ์สิทธิ์มองไปยังหลี่ฉีเย่ เมื่อทั้งสองสบตากันหลี่ฉีเย่ทำได้เพียงถอนหายใจ
" นับจากวันนี้ไป หลี่ฉีเย่คือผู้พิทักษ์ของนิกายพันแม่น้ำหวน คำกล่าวของเขาคือประกาศิตจากข้า ! "
เสียงที่เก่าแก่และเต็มไปด้วยความเป็นนิรันดร์ทันใดนั้นก็เอ่ยออกมา มันเป็นเสียงที่ทุกล้วนต้องเคารพ !
หลี่ฉีเย่ยิ้มอย่างข่มขื่นขณะที่มองไปที่จักรพรรดิอมตะ สุดท้ายเขาก็ยังคงต้อรับบทบาทราวกับผู้ดูแลเช่นเดียวกับตอนตั้งนิกายแรกๆ
เขาไม่สามารถบอกจักรพรรดิอมตะฉินหลี่ได้ว่า การเป็นผู้พิทักษ์ของนิกายนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
ทว่าเกี่ยวกับความรู้สึกของเขาการไม่สามารถพูดอะไรได้ทำให้เขาข่มขื่นและยอมรับชะตากรรมของตัวเอง
" สุดท้ายเจ้าก็ยังอดไม่ได้และปรากฏออกมาช่วยนิกายพันแม่น้ำหวน " หลี่ฉีเย่พึมพำกับตัวเอง
" พวกเรายอมรับคำประกาศของท่านอาจารย์ ! " บรรพชนศักดิ์สิทธิ์หมอบกราบไปบนพื้นและยืนมือไปรับคำประกาศจักรพรรดิ
ดอกไม้เริ่มจะผลิบานเมื่อคำประกาศของจักรพรรดิอมตะออกมา บรรพชนศักดิ์สิทธิ์นั้นเคารพและยอมรับการแต่งตันนี้ด้วยหัวใจของเขา
บรรดาผู้อาวุโสและบรรพชนคนอื่นก็ยังหมอบกราบต่อหน้าเงาของจักรพรรดิอมตะฉินหลี่และเอ่ย " พวกเรายอมรับคำประกาศของท่านบรรพบุรุษ ! "
หลังจากทุกอย่างเสร็จแล้ว ต้นหลิวทองคำศักดิ์สิทธิ์ก็หายไปพร้อมกับเงาด้านใต้ นิกายพันแม่น้ำหวนกลับสู่ความสงบ นอกจากคำประกาศของจักรพรรดิที่อยู่บนมือของบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ มันราวกับทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น
บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ตัวเขาเองเป็นคนออกมาตอนรับหลี่ฉีเย่เข้าสู่นิกายพันแม่น้ำหวน " ขอตอนรับท่านผู้พิทักษ์ของพวกเรา ! "
หลี่ฉีเย่นั้นทำอะไรไม่ถูก ภายใต้การตอนรับของผู้อาวุโสเขาราวกับหุ่นเชิดที่ถูกลากไปทั่วนิกาย ทั้งหมดนี้ต่างจากสิ่งที่เขาหวังอย่างสมบูรณ์ เขานั้นต้องการฆ่าจนกว่านิกายจะดีขึ้น แต่จักรพรรดิอมตะฉินหลี่กับออกมาเพื่อปกป้องลูกหลานของเขา
สุดท้ายหลังจากบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ตอนรับหลี่ฉีเย่ในฐานะผู้พิทักษ์นิกาย การฉลองก็สิ้นสุดลง เขานั้นผู้คุยกับกลุ่มของผู้อาวุโสและบรรพชนคนอื่นอีกครั้งก่อนจะกลับไปปิดผนึกตัวเอง
ในเวลานี้ทั่วทั้งนิกายต่างเคารพหลี่ฉีเย่อย่างมาก ไม่มีใครกล้าจะท้าทายเขา คำประกาศของท่านบรรพบุรุษเป็นอำนาจสูงสุดของนิกายพันแม่น้ำหวน ดังนั้นทุกคนล้วนยินดีปฏิบัติ
ลู่ไป๋ฉิวนั้นเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อเมื่อเรื่องทุกอย่างเป็นเช่นนี้ จากการปรากฏตัวของจักรพรรดิอมตะและการประกาศให้หลี่ฉีเย่เป็นผู้พิทักษ์ ทุกสิ่งนั้นเหมือนฝันสำหรับนาง นี้เป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ระดับใดกัน ! ไม่มีอัจฉริยะคนใดกล้าจะจินตนาการถึงมัน
คนอื่นๆอาจจะดีใจที่ได้รับเกียรตินี้ แต่หลี่ฉีเย่ทำได้เพียงยิ้มข่มขื่น ฉายาผู้พิทักษ์นั้นเหมือนจะยิ่งใหญ่แต่สุดท้ายมันก็คือบทบาทของผู้รักษา หลี่ฉีเย่นั้นรู้สึกเบื่อหน่ายกับบทบาทนี้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะที่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้รับฉายาผู้พิทักษ์ของนิกายพันแม่น้ำหวน
ในอดีตเมื่อตอนที่นิกายพันแม่น้ำหวนพึงจะก่อตั้ง ทุกสิ่งนั้นพึงเริ่มต้น หลี่ฉีเย่ได้ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังและดำรงตำแหน่งผู้พิทักษ์จนกระทั้งจักรพรรดิอมตะฉินหลี่แบกเจตจำนงแห่งสวรรค์ จากนั้นหลี่ฉีเย่จึงจากนิกายไปพร้อมกับทิ้งหน้าที่ของเขา
หลังจากผ่านมาหลายล้านปี เขาสุดท้ายก็กลับมาเป็นผู้พิทักษ์และทำหน้าทีอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่สามารถเอ่ยมันกับจักรพรรดิอมตะฉินหลี่ได้
เขาแอบเสียใจกับตัวเองและเอ่ย " ข้าจะทำมันเป็นครั้งสุดท้าย "
หลังจากที่เขากลายเป็นผู้พิทักษ์ เขานั้นก็ไม่ต้องการจะพบใคร ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่สำคัญมากแต่เขาก็ยิ่งกลายเป็นรำคาญมากขึ้น เต๋าเบ่ากุ้ยนั้นเคารพเขาอย่างมากและมาถามเขาทุกเรื่องที่จะทำ
สำหรับเรื่องนี้ หลี่ฉีเย่เอ่ย " ผู้นำนิกาย ข้าเป็นผู้พิทักษ์ไม่ใช่ผู้ปกครอง นิกายแม่น้ำสามารถทำอย่างที่เคยทำมาได้ ไม่จำเป็นจะต้องมาข้อความเห็นข้าทุกเรื่องหรอก "
หลังจากได้ยินคำกล่าวของหลี่ฉีเย่ เต๋าเบ่ากุ้ยสุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งเพราะกลัวจะสร้างความไม่พอใจให้หลี่ฉีเย่
หลังจากกลายมาเป็นผู้พิทักษ์หลายวัน หลานอวิ๋นจูก็มาและถามเขา " นี้เจ้าทำมันได้อย่างไร ? "
นางนั้นกลายเป็นตกตะลึงกอย่างมากกับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น
โอ้ว การเห็นจิตวิญญาณของจักรพรรดิอมตะจะไม่น่าตกตะลึงได้อย่างไรกัน ! ในอดีตกระทั้งอัจฉริยะของนิกายจำนวนมากก็ยังไม่ได้มีค่าพอให้ได้รับชมเหตุการณ์นี้ แต่ตอนนี้กระทั้งจักรพรรดิอมตะก็ยังออกมาด้วยตัวเองและใช้ประกาศของเขาแต่งตั้งคนนอกให้กลายเป็นผู้พิทักษ์
หลี่ฉีเย่มองไปยังหลานอวิ๋นจูและเอ่ย " เพราะว่าข้าเป็นผู้ปกครองของดินแดนนี้ "
หลานอวิ๋นจูนั้นครุนคิดชั่วครู่และคิดได้ว่าหลี่ฉีเย่เคยกล่าวอะไรเช่นนี้มาก่อน แต่นางนั้นคิดว่าเป็นเพียงการกล่าเหลวไหล แต่ตอนนี้เหตุการณ์ทั้งหมดเปลี่ยนความคิดนาง
" เจ้าต้องการจะทำลายนิกายพันแม่น้ำหวนจริงๆ ? " นางรู้สึกหวาดกลัวกับคำกล่าวของเขา ก่อนหน้านี้นางไม่คิดว่าหลี่ฉีเย่เพียงคนเดียวจะทำลายนิกายได้ แต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าเรื่องทุกอย่างเหนือกว่าจินตนาการนางทั้งสิ้น
" ไม่ต้องกังวล คนที่น่าชื่นชมเช่นเจ้านั้นไม่เป็นไร ทว่ามีบางคนที่จะต้องได้รับการสั่งสอน " หลี่ฉีเย่หัวเราะและเอ่ย
" เพ้ย ใครเป็นน่าชื่นชมกัน ? " หลานอวิ๋นจูจ้องเขาอย่างขุ่นเคือง
" ปัง ! ปัง ! ปัง ! " ในเวลานี้ มีเสียงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์
หลี่ฉีเย่วิ่งออกมาด้านนอกพร้อมหลานอวิ๋นจูและลู่ไป๋ฉิว พวกเขามองไปยังชั้นฟ้าด้วยความประหลาดใจ ทว่าไม่ใช่เพียงพวกเขาทุกคนในโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์ล้วนตกตะลึง
ท้องฟ้าที่เงียบสงบในยามกลางวันตอนนี้เปลี่ยนเป็นมืดมิด ทั่วทั่งโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์นั้นตกอยู่ในความมืด แม้แต่บรรพชน , ตัวตนในตำนาน , และผู้เป็นนิรันดร์ก็ยังออกมา เหล่าตัวตนอมตะนับไม่ถ้วนออกมาจากการจำศีลของพวกเขา
แม้แต่ผู้เชียวชาญก็ยังไม่สามารถมองผ่านความมืดที่ปกคลุมชั้นฟ้านี้ไปได้
ความมืดที่น่ากลัวนี้ให้ความรู้สึกราวกับเป็นจุดสิ้นสุดของโลก
สุดท้ายหลังจากผ่านไปมานาน ท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดก็กลับกลายเป็นท้องฟ้ายามปกติราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
" นี้...นี้มันเกิดอะไรขึ้น ? " ลู่ไป๋ฉิวเอ่ยถามด้วยความกลัว
นี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดตลอดชีวิตที่นางพบเจอ ทั่วทั้งโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์ถูกปกคลุมด้วยม่านสีดำ แม้ว่าจะเป็นเพียงพริบตาเดียว แต่สั่นหลังของทุกคนก็ยังสั่นสะท้าน
หลี่ฉีเย่นั้นมองไปยังชั้นฟ้าโดยไม่เอ่ยสิ่งใด มันราวกับว่าเขาจะมองผ่านเรื่องเหล่านี้ การแสดงออกของหลี่ฉีเย่นั้นราวกับไม่แยแสว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หลังจากนั้น หลานอวิ๋นจูก็เอ่ย " ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ? " นึกถึงฉากก่อนหน้านางเองก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางเปิดดวงตาสวรรค์แต่ก็ยังไม่สามารถมองเห็นสิ่งใด ไม่ต้องเอ่ยถึงมองผ่านม่านสีดำที่ปกคุลมทั่วโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์
หลี่ฉีเย่สูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ยกับหลานอวิ๋นจู " ไป สั่งให้ผู้คนจับตาดูว่าเกาะที่สูญหายยังอยู่หรือไม่ "
หลานอวิ๋นจูนั้นหายไปทันที นิกายพันแม่น้ำหวนนั้นเป็นสำรวจเกาะที่สูญหาย แต่พวกเขาก็ยังไม่เข้าไปใกล้มากเพราะยังไม่รู้สถานการณ์
ด้วยความรวดเร็ว ศิษย์บางคนกลับมาพร้อมกับข่าว หลานอวิ๋นจูรีบเอ่ย " เกาะที่สูญหายนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ เมื่อท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยความมืด บางคนนั้นยังอยู่ในมหาสมุทร รวมถึงบรรพชนของบางนิกายทรงอำนาจ ทว่าพวกเขานั้นไม่เห็นเกาะที่สูญหายเมื่อความมืดปกคลุม เกาะนั้นก็หายไปจากที่เดิมของมัน "
หลี่ฉีเย่เริ่มจะกัดริมฝีปากของเขาและจมอยู่ในความเงียบหลังจากได้ยิน ความคิดหลายอย่างกำลังอาละวาดในหัวของเขา ในโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์มันมีอยู่สองหรือสามความเป็นไปได้ที่ว่าทำไมเกาะถึงหายไป
หลี่ฉีเย่สูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ยกับหลานอวิ๋นจู " ข้าจะออกเดินไปยังหลุมฝังศพแห่งลางร้าย "
หลานอวิ๋นจูอุทานอย่างตกตะลึง " หลุมฝังศพแห่งลางร้าย ! นั้นเป็นสถานที่ในตำนานโบราณ ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้นอกเหนือจากจักรพรรดิอมตะ "
หลี่ฉีเย่หรี่สายตาของเขาและเอ่ย " ข้ารู้แต่ข้าจะหาทางเอง "
หลานอวิ๋นจูเอ่ยถาม " มันมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับเกาะที่หายไป ? " ควรจะรู้ว่าหลุมฝังศพแห่งลางร้ายเป็นสถานที่ลึกลับและเป็นปริศนาตลอดมาในโลกใต้พิภพศักดิ์สิทธิ์
" ยังไม่แน่นอน " หลี่ฉีเย่ส่ายหัวเอ่ย " บางทีมันอาจจะไม่ใช่เสียงเลวร้ายหากมันเกี่ยวข้องกับหลุมฝังศพ ไม่ว่าจะเป็นเกาะที่สูญหายหรือหลุมฝังศพ ข้าก็จะไปดูด้วยตัวเอง "