350

ตอนที่ 350 ความลึกลับของประตูไร้มลทิน

ในตอนนี้ เหม่ยซูเหยานั้นมองกลับไปก่อนที่จะเผยให้เห็นรอยยิ้มล่มอาณาจักรและเอ่ย " น้องหลี่ต้องการจะตรวจสอบอักษรโบราณนี้พร้อมกับข้าหรือไม่ ? หากพวกเราศึกษามันด้วยกัน มันจะเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งคู่ "

" เช่นนั้นรึ..." หลี่ฉีเย่อมยิ้มเอ่ย แต่ก่อนที่เขาจะกล่าวเสร็จ ประกายแสงก็ถูกยิงออกมาจากเหม่ยซูเหยา เมื่อมันกระทบเขากับตัวหลี่ฉีเย่ เขากลายเป็นถูกแช่แข็ง

ในเวลานี้ หลี่ฉีเย่นั้นถูกแช่แข็งราวกับว่าเขาได้กลายเป็นรูปปั้นหิน

เหม่ยซูเหยาทันใดนั้นก็เผยให้เห็นรอยยิ้มที่งดงามหาใดเปรียบก่อนจะเอ่ย " น้องหลี่ ข้าไม่ต้องการทำให้เจ้าบาดเจ็บ แต่ข้าต้องนำอักษรโบราณเหล่านี้กลับไปกับข้า ข้าต้องทำให้เจ้าไม่สะดวกสบายสักช่วงเวลาหนึ่ง รอเพียงสักครู่และเจ้าจะกลับเป็นปกติ "

หลังจากผนึกหลี่ฉีเย่ได้ เหม่ยซูเหยาก็พุ่งความสนใจไปยังอักษรโบราณด้านหน้าก่อนจะสูดลมหายใจลึกและตะโกน " เก็บ ! " เมื่อกล่าวเสร็จสิบนิ้วของนางกลายเป็นตาข่ายที่พร้อมจะกักขังทุกอย่างในโลก !

ในฐานะตัวแทนของนิกายแม่น้ำนิรันดร์ ธรรมชาติแล้วแน่นอนว่านางยอมมีความสามารถที่น่าเหลือเชื่อ การกระทำของนางทำให้สวรรค์และปฐพีสั่นสะเทือน นิ่วมือเรียวยาวของนางกลายเป็นตาข่ายที่สามารถเก็บแต่แม้แต่ภูเขาและแม่น้ำ

ทว่าไม่ว่าทักษะของนางจะแข็งแกร่งขนาดใด นางก็ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายอักษรโบราณได้ นางนั้นยังไม่ยอมแพ้และพยามทำมันอีกครั้ง ทันใดนั้นอากาศก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของจักรพรรดิอมตะ เหม่ยซูเหยาหยิบอาวุธจักรพรดริออกมาเพื่อปราบปรามอักษรโบราณเหล่านี้ มันจะดีกว่ามากหากจักรพรรดิอมตะนั้นมาด้วยตัวเอง

นางแบกสมบัติจักรพรรดิอมตะระดับแท้จริงที่ทำให้เหล่าทวยเทพและมนุษย์ต้องนอบน้อมและเคารพ เมื่ออาวุธจักรพรรดินี้ปรากฏนางกลายเป็นตัวตนที่กวาดผ่านยุค !

" ตูม ! "

ทว่าบางอย่างที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น กระทั้งสมบัติจักพรรดิอมตะระดับแท้จริงก็ยังไม่สามารถสยบอักษรโบรษณนี้ได้และสะท้อนกลับมา !

ใบหน้าของนางนั้นเปลี่ียนไปอย่างมากและจับสมบัติแน่น แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงกระซิบที่แผวเบาดังมาจากข้างหู

" การทำเช่นนั้นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง " หลี่ฉีเย่นั้นยืนอยู่ด้านข้างของเหม่ยซูเหยาโดยที่นางไม่รู้ตัวมาก่อน เขานั้นยืมพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้นาง

เหม่ยซูเหยาทันใดนั้นก็กลายเป็นตื่นตระหนกและแสงอมตะก็ปรากฏจากหน้าผากนากอีกครั้ง ทว่าทามกลางการต่อสู้ที่วุ่นวายนี้ หลี่ฉีเย่ก็แก้ไขมันได้อีกครั้ง เขาสบัดนิ้วมือออกมาพร้อมกับจับแสงอมตะ แสงอมตะของเหม่ยซูเหยานั้นเป็นทักษะขั้นสูง แต่นิ้วมือของหลี่ฉีเย่กลับสะบัดมันให้กับไปทางเหม่ยซูเหยาอย่างง่ายดาย

" ตูม ! " เหม่ยซูเหยานั้นถูกส่งปลิวออกไปและชนเข้ากับกำแพง ใบหน้าของนางกลายเป็นซีดพร้อมกับมีเลือดหยดลงมาจากหน้าผากของนาง ขณะที่นางหายใจออกและพยามจะยืนขึ้น หลี่ฉีเย่ก็เคลื่อนไหวและผนึกการบ่มเพาะทั้งหมดของนาง

สุดท้ายนางก็หายใจออกอีกครั้ง นางที่คิดว่าตัวเองเป็นดังตัวตนอมตะ ก็กลายเป็นตื่นตระหนกและอุทานออกมา " นี้เป็นไปได้ยอ่างไรกัน !? "

นางนั้นเกิดมาพร้อมกับกระดูกอมตะที่ดีที่สุดในโลก และมันถูกฝังอยุ่ในหน้าผากของนาง นางนั้นมั่นใจเกี่ยวกับมันเสมอมา แม้แต่ราชันเทพสวรรค์ก็ยังไม่มีอำนาจต้านทานแสงอมตะของนางได้ นางเห็นได้ชัดว่าเขากลายเป็นหินก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้เขากลับเคลื่อนไหวได้

สิ่งที่นางตกตะลึงยิ่งกว่าก็คือการที่นิ้วมือของหลี่ฉีเย่นั้นจับแสงอมตะได้อย่างง่ายดาย ควรจะรู้ว่ากระดูกอมตะของนางนั้นเป็นเจ้าของแสงอมตะ แต่นางก็ยังถูกโจมตีอย่างหนักจากสะบัดนิ้วของเขา หากนางอ่อนแอมากกว่านี้นางอาจจะตายได้ในทันที

" มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ? " หลี่ฉีเย่ยิ้มอย่างสบายๆและเอ่ย " ถูกทำให้เป็นหินโดนแสงอมตะ ? ข้าเพียงแค่ล้อเล่นกับเจ้า สาวน้อยเอ๋ยในสายตาข้า กระดูกอมตะในหน้าผากของเจ้านั้นไม่ได้มีอะไรมาก เจ้าเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับยุคมืดหมิงโบราณหรือไม่ ? มันกระทั้งมีสิ่งของที่น่าตกตะลึงกว่าของเล่นของเจ้าเสียอีก "

" ตำนานของกระดูกอมตะ ! " เหม่ยซูเหยาอุทานด้วยอารมณ์ คำกล่าวของหลี่ฉีเย่นั้นทำให้นางนึกถึงตำนานบทหนึ่ง ตัวตนอมตะที่มีกระดูกอมตะไว้ในครอบครอง !

หลี่ฉีเย่กล่าวอย่างใจเย็น " ถูกต้อง ! ปีนั้นกระดูกอมตะของชายคนนั้นแข็งแกร่งกว่าเจ้ามาก เขาเกิดมาพร้อมกับโครงกระดูกอมตะ เจ้ารู้ชะตากรรมสุดท้ายของเขาหรือไม่ ? กระดูกอมตะทั้งหมดนั้นถูกทำลายและถูกดึงออกมาจากร่างกายของเขา ! "

เหม่ยซูเหยานั้นสะดุ้งอย่างมากหลังจากได้ยินตำนานของตัวตนอมตะที่มีกระดูกอมตะคนนี้ เขานั้นเป็นคนที่มีชื่อเสียงและเทียบได้กับจักรพรรดิอมตะเทียบตู่ แต่สุดท้ายเขาก็หายไป 

ในช่วงเวลาแห่งยุคมืดนั้น มีจักรพรรดิอมตะสองคนที่ทำหน้าที่กวาดผ่านทุกอย่าง หนึ่งคือจักรพรรดิอมตะปูซานและอีกนหึ่งคือจักรพรรดิอมตะซิวสุ่ย ในยุคนนั้นหลี่ฉีเย่ในฐานะเสาหลักยึดสถานการณ์โดยรวม เขานั้นใช้สิ่งของจำนวนนับไม่ถ้วนรวมถึงหุบเขาม่วงลึกลับเพื่อฝึกฝนจักรพรรดิอมตะซิวซุ่ย ด้วยแผนการนี้ เผ่าพันมนุษย์จึงได้พบกับแสงสว่าง !

ทว่าน่าเสียดายในเวลานั้น มีคนคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับกระดูกอมตะแต่เขาเกิดในเผ่าพันธ์หมิงโบราณ และเขาได้กวาผ่านทั้งเก้าโลก เมื่อใดก็ตามที่เขาลงมืออัจฉริยะจากทั้งเก้าโลกจะถูกฆ่า รวมถึงอัจฉริยะเผ่ามนุษย์ที่น่ายกย่องด้วย

ด้วยกระดูกอมตะของเขา อัจฉริยะในหมู่เหล่าตัวตนอมตะได้ถือกำเนิด คนจากเผ่าพันธ์หมิงโบราณจำนวนนับไม่ถ้วนฝากความหวังไว้ที่เขา เขาคิดว่าคนคนนี้จะกลายเป็นจักรพรรดิอมตะเทียบตู่คนที่สอง ดังนั้นพวกเขาจึงกลายเป็นผู้คุ้มกัน

ด้วยอัจฉริยะที่มีกระดูกอมตะคนนี้ได้กวาดผ่านทั้งเก้าโลก สร้างเป็นเสียงกรีดรร้องที่โหยห้วนจำนวนมากให้กับเผ่าพันธ์มนุษย์ที่ถูกเขาฆ่า ด้วยความโกรธแค้นหลี่ฉีเย่ในฐานะอีกาทมิฬเมื่อปีนั้น เขาสังหารทุกคนทั้งราชวงศ์หมิงและสั่นสะเทือนชั้นฟ้า หลังจากสูญเสียผู้บัญชาการและเหล่าราชวงศ์หมิงจำนวนมาก หลี่ฉีเย่สุดท้ายก็จับคนคนนี้พร้อมด้วยกระดูกอมตะขณะที่มีชีวิตได้ !

" เจ้าเกิมาพร้อมกับกระดูกอมตะบนหน้าผากของเจ้า " หลี่ฉีเย่ยิ้มและเอ่ยขณะจ้องมองไปยังเหม่ยซูเหยา " แม้ว่าเต๋ากระดูกนั้นจะหายากและมีคุณค่าที่สุดในบรรดากระดูกอมตะ แต่สำหรับข้าก็เพียงแค่ของไร้ค่าเท่านั้น หากข้าต้องการฆ่าเจ้า มันไม่สำคัญว่าเจ้าจะมีโครงกระดูกอมตะทั่วร่างหรือไม่ เขาก็จะกระชากมันออกมา ! "

หลังจากจับตัวตนอมตะพร้อมด้วยกระดูกอมตะได้ในปีนั้น เขาศึกษากระดูกอมตะเป็นเวลานาน มันเป็นกระบวนที่ต้องใช้เวลานานกว่าที่คนคนหนึ่งจะจินตนาการถึงได้ !

เหม่ยซูเหยากลายเป็นตกตะลึงยื่งขึ้น นี้เป็นครั้งแรกที่นางนับได้ว่าถูกคุกคามอย่างแท้จริงตั้งแต่ออกเดินทางบรรยายเต๋า นางนั้นกระทั้งมั่นใจว่าสามารถต่อกรกับจี๋คงอู่ตี๋ได้ แต่วันนี้ นางรู้สึกกลัวมาจากส่วนลึกของจิตใจ จิตวิญญาณของนางบอกได้ว่าชายหนุ่มด้านหน้านางนั้นเป็นหายนะที่แท้จริง

หลี่ฉีเย่ไม่สนใจเหม่ยซูเหยาอีก ก่อนจะเดินไปยังอักษรโบราณและสังเกตมันอย่างระวัง

หลังจากเห็นหลี่ฉีเย่ทำสิ่งนี้ เหม่ยซูเหยาก็กลานเป็นสงบลงและกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงเสน่ห์

" เจ้ารู้รึว่ามันคือสิ่งใด ? " เหม่ยซูเหยาเอ่ยถาม

" โอ้ว ? เจ้ายังต้องการให้ข้าเปิดเผยมันแม้ว่าเจ้าจะอยู่ภายใต้การควบคุมของข้ารึ ? " หลี่ฉีเย่อมยิ้มเอ่ย

" หากนั้นคือสิ่งที่น้อยหลี่คิด เช่นนั้นข้าก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ " เหม่ยซูเหยากล่าวอย่างสงบ " ข้านั้นยินดีที่จะเปิดเผยทุกอย่างที่ข้ารู้เกี่ยวกับประตูไร้มลทิน อักษรโบราณนี้คือกุญแจที่จะเปิดประตูไร้มลทิน และมีเพียงเจ้างของอักษรโบราณเท่านั้นที่สามารถกลายเป็นเจ้าของประตูไร้มลทินได้ "

หลี่ฉีเย่หัวเราะและส่ายหัว " สาวน้อย เจ้าแทบไม่รู้อะไรเลย ความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับประตูไร้มลทินนั้นตื่นเขินเกินไป "

เหม่ยซูเหยานั้นกลายเป็นไรคำพูด นางเห็นได้ชัดว่าแก่กว่าหลี่ฉีเย่ แต่เขาก็ยังเรีกยนางว่า ' สาวน้อย ' นี้ทำให้นางกล่าวอะไรไม่ถูก

หลี่ฉีเย่มองไปยังรอบๆอักษรโบราณ เขามองไปยังพวกมันอย่างครุนคิด

" อักษรโบราณนี้เป็นหนึ่งเดียวกับประตู หากพยามที่จะยึดมันนั้นจะยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ พวกเราร่วมมือกันเป็นอย่างไร ? ข้านั้นมีสมบัติจักรพรรดิอมตะระดับแท้จริงพร้อมกับสุดยอดทักษะ มีเพียงความพยามร่วมกันของพวกเราเท่านั้นที่อาจจะนำมันกลับมาได้ ๆไม่เช่นนั้นข้าเกรงว่าเจ้าจะต้องกลับไปมือเปล่า  " เหม่ยซูเหยาเอ่ยกับหลี่ฉีเย่

" สาวน้อย สมบัติจัรพรรดิอมตะระดับแท้จริงนั้นไม่ได้มีอำนาจจัดการได้ทุกอย่าง มองให้ดีว่าข้าจะเอามันมาได้อย่างไร " หลี่ฉีเย่หันกลับมองเหม่ยซูเหยาพร้อมกับฉีกยิ้ม

จากนั้นหลี่ฉีเย่ก็หยิบไข่หินใบหนึ่งออกมาจากฝ่ามือและจ้องมองอักษรโบราณ สายตาของเขากลายเป็นจริงจังและตะโกน " จงเปิด ! " เขาจากนั้นก็ใช้แรงจำนวนมากปาไข่หินเข้าไปหามัน !

" ปัง ! " หลังจากเกิดการระเบิดขึ้น ไข่หินก็เข้าปะทะกับอักษรโบราณนี้ ทันใดนั้นภายประตูทั้งหมดก็เปล่งประกาย เรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น อักษรโบราณทั้งหมดถูกดูดเข้าไปในไข่หิน !

" กลับมา ! " หลี่ฉีเย่ตะโกนอีกครั้งและวงแหวนทั้งหกปรากฏออกมา จากนั้นเขาก็ใช้อำนาจของมันห้อมล้อมอักษรเหล่านี้ ภายในชั่ววินาที วงแหวนหลักของเขาก็กลืนอักษรโบราณเข้าไปภายใน !

ฉากตรงหน้าทำให้เหม่ยซูเหยาตกตะลึง นางนั้นพยามอย่างมากในการใช้สมบัติแท้จริงสยบอักษรโบราณ แต่มันก็ยังไม่ขยับหวั่นไหวและสะท้อนอาวุธนางกลับมา !

ทว่าหลี่ฉีเย่ใช่เพียงไข่หินปาไปยังอักษรโบราณและดูดกลืนมัน ไข่หินนี้มีต้นกำเนิดอย่างไรกัน !?

น่าเสียดาย อำนาจของกระดูกอมตะของนางนั้นถูกผนึกโดยหลี่ฉีเย่ ไม่เช่นนั้นด้วยอำนาจเต๋าที่นางมี นางสามารถใช้มันมองต้นกำเนิดที่ลึกลับของไข่หินได้

ในเวลานี้ วงแหวนหลักของหลี่ฉีเย่ระเบิดพร้อมทั้งเสาชีวิตนั้นสูงขึ้น มันดูดอักษรโบราณเหล่านี้เข้าไปภายในและเกิดเป็นภาพประหลาด เสียง ' โอมม ' ดังขึ้น 

อักษรโบราณเหล่านี้ทันใดนั้นก็ลอยอยูเหนือเสาชีวิต ทันใดนั้นอักษรในเสาชีวิตจำนวนมากสั่นไหว อักษรจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งไปยังอักษรโบราณราวกับว่ามันมีจิตสำนักเป็นของตัวเอง