333
ตอนที่ 333 ตัวตนอมตะซุ่ยฉง
ก้าวเข้ามาด้านในประตูของศาลานั้นได้ถูกปิดลง ภายในเป็นโลกที่แม้แต่คนนอกก็ยังไม่กล้าจะเข้าใกล้ มันมีสายลมอ่อนพัดอยู่ทั่วสถานที่แห่งนี้ นอกบินก็ยังไม่กล้าส่งเสียงร้องเนื่องจากกลัวจะรบกวนผู้ที่อยู่ในที่แห่งนี้ !
มีภูเขาและแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วนที่ห้อมล้อมพื้นที่แห่งนี้ รวมถึงหอจำนวนมากและสมบัติลึกลับ แต่พื้นที่ภายในกลับเป็นพื้นที่ที่เงียบสงบ ผู้อาวุโสของสำนักล้วนไม่กล้าเข้าใกล้ และศิษย์ล้วนไม่ได้รับอนุญาติให้เหยียบมายังที่แห่งนี้
พวกเขานั้นกลัวว่าจะเป็นการรบกวนตัวตนอมตะที่หลับใหลอยู่ภายใน มันมีสิ่งที่สำคัญที่สุดของสำนักอยู่ในสถานที่แห่งนี้ และอาจจะกระทั้งเป็นความหวาดสุดท้ายของอนาคต
หลี่ฉีเย่ยืนอยู่ในความเงียบขณะมองภายในศาลา เขานั้นรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างมากและมันก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงแม้ว่าจะผ่านมาหลายล้านปี !
นานมาแล้ว หลี่ฉีเย่ได้อาศัยอยู่ในศาลาโบราณแห่งนี้ มันเป็นสถานที่พักผ่อนชั่วคราวของเขา
ต่อมาศาลาโบราณนี้ถูกย้ายไปเป็นส่วนหนึ่งของสำนักเต๋าสวรรค์ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็แทบไม่เคยกลับมาเหยียบดินแดนร้อยเมืองอีกเลย หรือหากเมื่อเขามาเขาก็จะอาศัยอยู่ที่อื่นและจากไปอย่างเร่งรีบ
เห็นหลี่ฉีเย่ที่จ้องมองยังศาลาโบราณ พระชราเผิงเอ่ย " นี้เป็นสถานที่ที่บรรพบุรุษของลานนิรันดร์หลับใหลอยู่ พวกเราเรียกมันว่าศาลานิรันดร์ "
ความลานนิรันดร์นั้นไม่ได้เป็นสาขาของสำนัก มีเพียงมังกู่ที่มาจากสาขานี้ แม้ว่าลานนิรันดร์จะมีผู้สืบทอดเพียงคนเดียวในแต่ละยุค มันกลับเป็นสาขาที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนัก และบรรพบุรุษของลานนี้ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้
หลี่ฉีเย่สุดท้ายก็ถอนหายใจด้วยอารมณ์และเอ่ยถาม " มังกู่เป็นอย่างไรบ้าง ? "
พระชราเผิงนั้นส่ายหน้าเอ่ย " ความจริงก็คือข้านั้นก็ไม่รู้เช่นกัน ข้านั้นพบท่านบรรพบุรุษเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ข้าเข้าร่วมลานนิรันดร์ เวลานั้นอาจารย์ของข้าพาข้าไปเคารพท่านบรรพบุรุษ จากความทรงจำของข้านั้นเป็นช่วงเวลาที่นางยังตื่นอยู่ คนน้อยมากในสำนักที่ได้เห็นท่านบรรพบุรุษในสภาพตื่น แม้แต่บรรพชนอย่างเช่นเจ็ดบรรพชนบรรพกาลก็ยังแทบจะไม่เห็นนาง บางคนกล่าวหากสำนักไม่ได้ถูกคราวที่ต้องถูกทำลายหรือว่าไม่ได้พบกับหายะที่แท้จริง เป็นเรื่องยากมากที่นางจะตื่น "
น้อยคนนักที่จะรู้จักตัวตนอมตะซุยฉง และคนส่วนน้อยเหล่านั้นมากจะตายไปแล้วในช่วงเวลานี้
นานมาแล้ว คนจำนวนมากมักผนึกตัวเองจากยุคโบราณให้อยู่มาถึงปัจจุบัน และพวกเขาใช้หินหยดเลือดในการฝังตัวเอง นี้ทำให้พวกเขาไม่ต่างจากคนตาย แต่มันจะมีสักวันที่พวกเขาตื่นขึ้นมา หรือ ' กลับมามีชีวิต '
ตัวตนอมตะซุยฉงเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ได้ผนึกตัวเอง แต่เขาก็ยังมีชีวิตมาถึงตอนนี้ สิ่งเดียวที่ทำให้นางนั้นอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่ต้องใช้หินหยดเลือดก็เพราะว่านางนั้นบ่มเพาะกายาอมตะนิรันดร์ - หนึ่งในกายาที่ยุ่งยากที่สุด เสียเวลามากที่สุด และต้องใจจิตวิญญาณสูงที่สุดในกายาอมตะ !
ความจริงคนในสำนักนั้นรู้เรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับบรรพบุรุษลานนิรันดร์ และบางคนกระทั้งไม่รู้จักฉายามังกู่ พวกเขารุ้เพียงว่ามีตัวตนอมตะที่ทรงอำนาจมากที่สุดหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้
บางคนในสำนักกล่าวตัวตนอมตะซุยฉงและปราณเทพนั้นเป็นเทพทั้งสองของสำนัก แต่ไม่มีใครรู้ความแข็งแกร่งของพวกเขา !
" เจ้าต้องการจะพบกับท่านบรรพบุรุษหรือไม่ ? " สุดท้ายพระชราเผิงก็อดไม่ไดที่จะเอ่ยถาม เขาพบว่ามันแปลกอย่างมากที่คนนอกนั้นไม่ได้เพียงแต่รู้ฉายานาง แต่กระทั้งรู้จักชื่อจริงของนาง
ความจริงนั้นหลี่ฉีเย่ดูเหมือนจะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับนาง ! และนี้ยิ่งทำให้พระชราเผิงสนใจเกี่ยวกับต้นกำเนิดของหลี่ฉีเย่
หลี่ฉี่เย่ถอนหายใจก่อนจะส่ายหัวและเอ่ย " ไม่จำเป็น " สำหรับเขามันจะดีกว่าหากไม่ได้พบกับนาง ! นางนั้นไม่ได้สาวน้อยเช่นในปีนั้นอีกแล้ว และนางก็ไม่จำเป็นที่จะต้องการอาจารย์ชี้แนะอีกต่อไป นางนั้นมีเส้นทางของตัวเอง มันจะดีกว่าหากเขาไม่ได้พบนางตอนนี้
หลี่ฉีเย่สุดท้ายก็เอ่ยถาม " บรรพบุรุษของเจ้านั้นบ่มเพาะกายานิรันดร์ไปถึงระดับใดแล้ว ? " หลี่ฉีเย่นั้นศึกษากายานี้มาตลอดและสอนมันกับคนอื่นเพื่อจะเข้าใกล้ขั้นสมบูรณ์ แต่ทั้งหมดกลับไร้ประโยชน์ บางทีมังกู่อาจจะเป็นข้อยกเว้น
กล่าวตามจริง มังกู่ไม่ใช่คนที่หลี่ฉีเย่เลือก มันเป็นเหมือนกรณีที่เขาตั้งใจจะปลูกต้นไม้แต่ไม่ได้หวังให้มันเป็นป่า
" ข้าไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจารย์ของข้านั้นบอกว่าท่านบรรพบุรุษอยู่ไม่ห่างจากขั้นสมบูรณ์ หากก้าวผ่านระดับนี้ไปบางทีนางอาจจะเป็นนิรันดร์ " พระชราเผิงเอ่ย " ความจริงก็คือท่านบรรพบุรุษเป็นเพียงคนเดียวในลานนิรันดร์ของพวกเราที่ทำสำเร็จ พวกเรานั้นล้วนเทียบนางไม่ติด " กล่าวเสร็จเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความอับอาย
พระชราเผิงนั้นเป็นบรรพชนรุ่นที่เจ็ดของลานนิรันดร์ เหล่าบรรพชนก่อนหน้านี้พวกเขานั้นตายลงเพียงไม่นาน ทว่าท่านบรรพบุรุษของพวกเขากับยังมีชีวิตอยู่
เหตุผลนั้นง่ายมากก็คือไม่มีใครฝึกมันสำเร็จจนกระทั้งพวกเขาพบจุดจบ แม้ว่ากายนิรันดร์นั้นจะทำให้มีชีวิยาวนาน เหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถเร่งมันได้ก็เพราะมันเกี่ยวข้องกับอายุชีวิต ด้วยอายุที่ยืนยาวและการบ่มเพาะที่แข็งแกร่ง สุดท้ายใครบางที่จะทนต่อกระแสเวลาได้ ?
" โลกนี้คึกคักขณะที่เส้นทางแห่งเต๋าเต็มไปด้วยความโดดเดียว ด้วยความสามารถในการก้าวผ่านเวลานของโลก ใครบางที่ต้องการจะอยู่ที่ลานนั้นเป็นจนตาย ? " หลี่ฉีเย่มองไปยังพระชราเผิงและเอ่ย เขาเข้าใจเหตุผลนี้เป็นอย่างดีเพราะนี้คือเหตุให้ความพยามในอดีตของเขาต้องล้มเหลว
พระชราเผิงนั้นฝืนยิ้มเอ่ย " จริงอย่างยิ่ง ใครบางยินดีจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวด้วยอำนาจเช่นนั้น ? กล่าวตามจริงชายชราคนนี้ ก็ไม่ได้ใฝ่ฝันว่าจะพิชิตโลกและได้รับการยกย่อง แต่สิ่งล่อใจของข้าคืออาหาร ข้าไม่สามารถอยู่เฉยๆได้ ข้าต้องการจะวิ่งไปรอบโลกเพื่อจับปลาศักดิ์สิทธิ์หรือไก่อมตะเพื่อมาปรนเปรอความหิวกระหาย สุดท้ายข้าก็ไม่สามารถบากบั่นได้ "
หลี่ฉีเย่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตำหนิพระชราเผิง หลังจากผ่านมาหลายล้านปีหลายคนพยามอย่างหนักทว่าพวกเขาก็ล้มเหลว มันเป็นที่เข้าใจได้ว่าพระชราเผิงเองก็อาจจะไม่ต่างกัน
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าไปยังส่วนลึกของสำนัก สถานทีที่ปราณเทพอาศัยอยู่
ไม่แปลกที่โลกนี้จะไม่รู้จักตัวตนอมตะซุยฉง แต่ชื่อเสียงของปราณเทพนั้นกลับโด่งดังเป็นทั่วเก้าชั้นฟ้า
โลกของจักรพรรดิมนุษย์นั้นมีเทพที่ยิ่งใหญ่อยู่สององค์ เทพแห่งหายนะของนิกายกำยานโบราณและปราณเทพของสำนักเต๋าสวรรค์ แม้ว่าทั้งสองนั้นจะเป็นเพียงฉายาที่ผู้คนตั้งขึ้น แต่โลกก็ยอมรับการมีอยู่ของทั้งสอง พวกเขานั้นถูกขนาดนามว่าเป็นเทพที่แท้จริงไม่ใช่เทพจอมปลอม !
ชื่อของปราณเทพนั้นมาพร้อมกับการปกป้องสำนักและผ่านการทดสอบต่อความอยากลำบากในฐานะผู้พิทักษ์ ลูกหลานในรุ่นปัจจุบันกระทั้งกล่าวว่าปราณเทพนั้นมีโอกาสแบกเจตจำนงแห่งสวรรค์และกลายเป็นจักรพรรดิอมตะ แต่มันเลือกที่จะไม่จากสำนักไป มันเลือกที่จะอยู่ในสำนักในฐานะผู้คุ้มกัน ดังนั้นมันจึงไม่อาจทะยานไปทั่วโลกและกลายเป็นจักรพรรดิอมตะ !
ก่อนที่จะมาถึงสถานที่ของปราณเทพ หลี่ฉีเย่หลี่ฉีเย่เห็นชายชราผมขาวนับสิบ พวกเขาควบรูปแบบเต๋าขนาดยักษ์และสร้างเป็นรูปแบบขั้นสมบูรณ์
เนื่องจากปราณเทพนั้นไม่สงบและอาจจะบ้าคลั่งเมื่อใดก็ได้ เหล่าชายชราเหล่านี้จึงพยามทำให้มันสงบ พวกเขาตั้งใจจะทำลายความชั่วร้ายออกจากปราณเทพ แต่ผลของมันก็ยังไม่ชัดเจน
พระชราเผิงนั้นหันไปกล่าวกับผู้อาวุโส ก่อนจะกล่าวกับหลี่ฉีเย่ " เจ้าและข้าจะเข้าไปพบปราณเทพ แต่ข้าเกรงว่าพวกเราจะไม่สามารถเชื่อมต่อกับมันได้ "
" ไม่ ข้าจะเป็นคนเดียว " หลี่ฉีเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พระชราเผิงหันไปกล่าวกับเหล่าชายชราก่อนจะพยักหน้าและเอ่ย " แต่เจ้าต้องระวังให้มาก ปราณเทพนั้นอยู่ในอาการเช่นนี้ข้าไม่สามารถรับประกันอะไร จงแน่ใจว่าเจ้าจะออกมาทันทีหากมีเรื่องเกิดขึ้น "
ดินแดนของปราณเทพนั้นกินเนื้อที่มากกว่าหนึ่งพันไมล์ สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสมและอาจจะเกิดความไม่แน่นอน และเพราะเหตุการณ์ปัจจุบันสำนักจึงต้องจำกัดขอบเขตของปราณเทพเพื่อป้องกันหายนะที่จะเกิดขึ้น
นี้เป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งสำหรับสำนัก ด้วยระดับของปราณเทพเพียงหนึ่งการลงมือก็เพียงพอแล้วที่จะทำลายสวรรค์และปฐพี สำนักนั้นพยามจะจัดการทุกอย่างไม่ใช่เพียงเพราะไม่ต้องการให้ปราณเทพเลวร้ายไปกว่านี้ แต่ยังเป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่สำนักขาดไม่ได้
เหล่าคนชราขยับออกมาและสร้างเป็นรูปแบบ จากนั้นพวกเขาก็ใช้อำนาจของเหล่าชายชราเพื่อและความบ้าคลั่งของปราณเทพให้อยู่ในความสงบ
กระแสแห่งความร้อนทันใดนั้นก็พัดผ่านหน้าของหลี่ฉีเย่ทันทีที่ก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ชั้นฟ้านั้นเต็มไปด้วยการเผาไหม้
หนึ่งจะต้องรู้ว่าภายในส่วนลึกของสำนักนั้นเป็นดินแดนบรรพบุรุษที่เต็มไปด้วยพลังงานของโลก มันเป็นสิ่งที่หายากและศักดิ์สิทธิ์อย่างมากในดินแดนบรรพบุรุษ มันควรจะเป็นเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และงดงาม ทว่าฉากที่ปรากฏเบื้องหน้าของหลี่ฉีเย่นั้นต่างจากดินแดนบรรพบุรุษในความคิดอย่างมาก ! ด้านหน้าของเขาเห็นเป็นเพียงพื้นที่แห้งแล้งนับพันไมล์ ด้านหน้าของหลี่ฉีเย่เป็นดินแดนที่ตายและปราศจากสัญญาณของสิ่งมีชีวิต !