288

ตอนที่ 288 เกาทัณฑ์สยบเก้าโลก

หลีฉีเย่ส่ายหัวและเอ่ย " ข้ามั่นใจแปดถึงเก้าส่วนว่าสถานที่ที่ประตูไร้มลทินจะเปิดคือภายในดินแดนของสำนัก ทว่าสำหรับสถานที่ที่แน่นอนและช่วงเวลาของมันนั้นยากที่จะกล่าว แต่มันต้องไม่ห่างจากที่แห่งนี้แน่ ในอดีตผู้ก่อตั้งสำนักมีความรู้อย่างมากเกี่ยวกับสวรรค์และปฐพี  เขาใช้เวลาคำนวนหาที่ที่เหมาะสมตลอดทั้งชีวิตและก็พบสถานที่สำนักเต๋าสวรรค์ มันแน่นอนว่าต้องอยู่ที่เพราะเขาสังเกตเห็นว่าที่นี่เป็นเส้นเลือดดำของโลกและมิติไร้มิลทินเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมัน "

ฤดูน้อยนั้นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยพึมพำ " อ่า การพูดนั้นง่ายกว่าทำยิ่ง อาจารย์ของข้าเคยกว่าว่าแม้แต่ปราชญ์ที่ฉลาดของสำนักที่ศึกษาประตูไร้มลทินมาเป็นเวลานานมากแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถหาประตูไร้มิลทินที่แท้จริงได้ "

หลี่ฉีเย่เอ่ยอย่างไม่แยแส " มันจะง่ายได้อย่างไร ? ตั้งยุคเริ่มต้นของเวลา มีจักรพรรดิอมตะคนใดบ้างไม่ต้องการสมบัติเก้าสวรรค์ ? และมีพวกเขาคนใดบ้างได้รับพวกมันจากทั้งเก้า ? สมบัติเหล่านั้นก็ระทั้งทรงอำนาจกว่าหมื่นเท่าหากเทียบกับเจตจำนงสวรรค์ลับ แน่นอนว่าการจะได้รับพวกมันจะต้องเป็นเรื่องยากอย่างมาก "

ฤดูอดไม่ได้ที่จะสาปแช่ง " มารดามันเถอะ ! หากพวกเรามีคัมภีร์มิติ มันจะเป็นเรื่องง่ายอย่างมาก บรรดาเหล่าพระชราที่วิหารแห่งความหายนะนั้นยากจะต่อกรจริงๆ "

หลี่ฉีเย่หรี่ดวงตาของเขาและเอ่ย " รอจนกระทั้งประตูแห่งสุสานอรหันต์ที่ราบสูงเปิดอีกครั้ง จากนั้นข้าจะไปยังวิหารแห่งความหายนะเพื่อชำระหนี้ ข้าจะปล่อยพวกเขาไปได้อย่างไร ? "

ฤดูน้อยกลายเป็นตื่นตระหนกและเอ่ย " นายน้อย นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ครั้งสุดท้ายนายน้อยนั้นเกือบจะเผชิญกับอันตรายที่ยิ่งใหญ่ แม้แต่เทพที่แท้จริงก็ยังตายเมื่อพวกเขาไปยังสถานที่ที่น่ากลัวเช่นนั้น "

ฤดูน้อยนั้นสั่นด้วยความหวาดกลัวเมื่อกล่าวถึงสุสานอรหันต์ที่ราบสูงและวิหารแห่งความหายนะ อาจารย์ของเขาเทพหมื่นหัตถ์ที่แท้จริง ตัวตนอมตะของโลกและเป็นเทพที่แท้จริงก็ยังเผชิญกับอันตรายในสถานที่แห่งนั้น หลี่ฉีเย่ต้องใช้ความพยามทั้งหมดของเขาเพื่อช่วยอาจารย์ออกมาจากที่แห่งนั้น แม้แต่ตัวของหลี่ฉีเย่เองก็เกือบเผชิญหายนะ

หลี่ฉีเย่เอ่ยอย่างไม่แยแส " อย่าได้กังวล วันนี้ข้ามีรูปแบบเต๋าที่ต้องโต้แย้งกับตาแก่เหล่านั้น มันจะเป็นทางการและตรงไปตรงมา ข้าไม่ได้มีความหมายอื่นซ่อน "

" โต้แย้งเต๋า ? " การแสดงออกของฤดูน้อยนั้นเปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ย " แม้แต่จักรพรรดิอมตะก็ยังไม่สามารถโต้แย้งชนะพระชราเหล่านั้น ตำนานกล่าวว่ามีเพียงจักรพรรดิอมตะเฟยหยางเพียงคนเดียวที่สามารถเอาชนะการโต้แย้งได้ "

" ถูกต้อง ! " หลี่ฉีเย่พยักหน้าและเอ่ย " จักรพรรดิอมตะเฟยหยางนั้นสามารถพ่นดอกบัวออกมาจากปากของเขาและหลอกรูปปั้นเหล่านั้นได้ ตาแก่เหล่านี้ล้วนเก่งการให้ด้านกลโกงและแผนการมากมาย แต่มาจักรพรรดิอมตะฮ่าวไห่ต้องการเดิมพันหม้อเช่นกัน แต่เขาไม่สามารถเอาชนะและถูกบังคับให้ออกมาจากสถานที่แห่งนั้นด้วยกลิ่นอายอมตะ จากนั้นเขาก็ไม่เคยเหยียบเท้าเข้าไปยังสุสานอรหันต์อีกเลย ! "

" ฮึ่ม นี้เรียกจักรพรรดิอมตะฮ่าวไห่นั้นประมาทเกินไป ข้าบ้างที่จะกล้าไปเดิมพันกับหม้อใบนั้น ? หากใครก็ตามที่ทำเช่นนั้นพวกเขาจะต้องเจอกับหายนะ มารดามันเถอะ ข้านั้นอยากที่จะทำลายหม้อใบนั้นจริงๆ แต่มันเป็นไปไม่ได้ " ฤดูน้อยนั้นหวาดกลัวเมื่อต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้

หลี่ฉีเย่ถอนหายใจเบาๆและเอ่ย " นั้นเป็นหม้อที่แตกหักที่ถูกยึดไว้โดยอรหันต์จักรพรรดิเพื่อที่รุ่นในอนาคตของพวกเขาอาจจะพบกับหายนะ แม้แต่จักรพรรดิอมตะก็ยังไม่สามารถเดิมพันชนะหม้อนี้ได้ ทว่ามันยังมีโอกาสที่จะเอาชนะพระชราเหล่านั้น และช่วงเวลาที่ประคูอรหันต์ถูกเปิด ข้าจะเข้าไปยังวิหารแห่งความหายนะทันที ! "

ฤดูน้อยนั้นทำได้เพียงแต่ยืนเงียบ เขาต้องการจะแก้แค้นให้กับอาจารย์ของเขาและทุบตีพระชราเหล่านั้นเพื่อระบายความขับแค้นใจ ทว่าเขานั้นไม่ได้มีความสามารถที่ท้าทายสวรรค์เช่นเดียวกับนายน้อย ในโลกนี้คงมีนายน้อยคนเดียวที่สามารถเอาชนะวิหารแห่งความหายนะได้ !

ปีนั้น ฤดูน้อยและเทพหมื่นหัตถ์ที่แท้จริงเข้าไปในวิหารแห่งความหายนะเพื่อเอาสมบัติหนึ่งในเก้าสมบัติสวรรค์ กระทั้งตัวตนอมตะอย่างเทพแท้จริงก็ยังพ่ายแพ้แต่วิหารแห่งความหายนะ และหลี่ฉีเย่ช่วยพวกเขาโดยใช้วิธีการนับไม่ถ้วน แม้แต่เทพที่แท้จริงก็ยังถูกช่วยไว้ในเวลานั้น ไม่ใช่นั้นเขาก็คงไม่สามารถหลบหนีออกมาได้และจมอยู่ฝันร้ายและตายลง

ฤดูน้อยนั้นค้นหาการเปลี่ยนแปลงภายในเส้นเลือดปฐพี ขณะที่หลี่ฉีเย่มองไปยังสัตว์และจิตวิญญาณภูติในพื้นที่ สุดท้ายหลี่ฉีเย่ก็พบจิตวิญญาณภูติอายุห้าแสนปี

แม้แต่เซียนบรรพกาลก็ยังหน้าซีดแม้พวกเขาพบกับจิตวิญญาณภูติอายุห้าแสนปี การฆ่าพวกมันนั้นเป็นเรื่องยากมาก พวกเขานั้นต้องการสองเหลือสามเซียนบรรพกาลเพื่อฆ่าจิตวิญญาณภูติ

สิ่งที่น่าสยองมากที่สุดก็คือการถูกมันติดตามเพราะนั้นจะเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด ทว่าหลี่ฉีเย่กลับเป็นฝ่ายติดตามจิตวิญญาณภูติอายุห้าแสนปีแทน หากใครได้ยินเรื่องนี้เขาจะต้องคิดว่าหลี่ฉีเย่บ้าและรนหาที่ตาย

หลังจากติดตามอย่างเงียบสงบ เขานำเกาทัณฑ์สยบเก้าโลกออกมา ฤดูน้อยนั้นเคยติดตามเทพที่แท้จริงมาก่อนและเขาเคยเห็นสิ่งต่างมากมาย หลังจากตรวจดูของในมือหลี่ฉีเย่อย่างระมัดระวังเขาก็อุทาน " มารดามันเถอะ นี้..นี้มันเก้าอักษรที่กลายเป็นบทสวดที่แท้จริง ! สมบัติเก้าอักษรหนึ่งบทสวดในตำนาน ! มันหายากมาตลอดทุกยุดและแม้แต่จักรพรรดิอมตะก็ยังกระหายที่จะได้มัน ! " จากนั้นเขาก็อุทานด้วยความตกตะลึง " บดสวดของนี้..นี้มันสร้างมาจากโลหะแรกกำเนิดโลก มารดามันเถอะ..หากมันเติบโตอีกล้านปีมันจะกลายเป็นสมบัติสวรรค์ ! "

ฤดูน้อยทันใดนั้นก็หัวเราะและกล่าวด้วยความโลภ " ฮ่าฮ่าฮ่า ! นายน้อย ข้าได้ยินว่าท่านนั้นมีคลังสมบัติในอดีตใช่หรือไม่ ? ข้าได้ยินว่ากระทั้งจักรพรรดิอมตะก็ยังไปยืมสมบัติจากท่าน ? เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ข้าสักสองสามชิ้น ? "

หลี่ฉีเย่เหลือบมองฤดูน้อยก่อนจะเอ่ย " ช่วยข้าหาประตูไร้มลทิน เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ไม่มีปัญหา "

แน่นอนว่าหลี่ฉีเย่นั้นมีคลังสมบัติ แต่มันไม่ได้อยู่ในมือของเขาตอนนี้ มันถูกฝังอยู่ในป้อมปราการที่แน่นหนาที่สุดในโลก  หากหลี่ฉีเย่ไม่ได้เปิดมันด้วยตัวเอง กระทั้งจักรพรรดิอมตะก็ยังไม่สามารถเข้าไปได้

ฤดูน้อยทันใดนั้นก็ตบอกตัวเองและเอ่ย " นายน้อยโปรดวางใจ ข้าจะช่วยท่านหาประตูไร้มลทินแน่นอน ! " ทว่าน่าเสียดายที่ไส้เดือนนั้นไม่มีอก

หลี่ฉีเย่นั้นระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เขานั้นต้องการจะหาประตูไร้มลทิน แต่สิ่งนี้นั้นพูดง่ายกว่าทำ มีปราชญ์อมตะนับไม่ถ้วนได้ลงมือหาประตูไร้มลทินและพวกเขาล้วนกลับบ้านมือเปล่า

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นยังฝึกซ้อมอย่างหนักหลังจากหลี่ฉีเย่ออกเดินทางไป สามวันต่อมา หลี่ฉีเย่นั้นกลับมาพร้อมกับฤดูน้อยและทำสิ่งของขนาดยักษ์กลับมา

ร่างกายของหลี่ฉีเย่ถูกย้อมไปด้วยเลือด ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและเอ่ยอย่างตกตะลึง " เจ้า..นี้เจ้าบาดเจ็บ ? "

" เพียงอาการบาดเจ็บเล็กน้อย " หลี่ฉีเย่โยนสิ่งของขนาดยักษ์บนหลังของเขาไว้บนพื้นก่อน เกิดเสียง ' ตูม ' ดังออกมาพร้อมสร้างหลุมขนาดใหญ่

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นมองไปยังสัตว์ขนาดยักษ์ก่อนจะอุทาน " มังกรทรราชปฐพี สัตว์สวรรค์อายุหกแสนปี ! " ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นตกตะลึงอย่างมาก แม้แต่บิดาของนางก็ยังไม่กล้าจะยุ่งกับสัตว์สวรรค์ระดับนี้

" ข้าพึงฆ่ามันเสร็จและไม่ได้หยิบเต๋ากระดูกของมันออกมา " หลี่ฉีเย่เอ่ย " เจ้านั้นกำลังบ่มเพาะดวงตาเทพและมันไม่ง่ายนัก เจ้าจำเป็นต้องใช้กระดูกเต๋าเพื่อสร้างทักษะอาวุธ จากวันนี้ไป เจ้าจะต้องใช้กระบี่แกะสลักสัตว์สวรรค์จนกว่าเจ้าจะคุ้นชิ้นกับมันมากขึ้น "

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นกลายเป็นตกตะลึงหลังจากได้ยินเรื่องนี้ นางไม่คาดว่าเขาจากไปเพื่อล่าสัตว์สวรรค์และช่วยนางในการบ่มเพาะดวงตาเทพ

หลี่ฉีเย่นั้นสอนอย่างเข้มงวดและไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่า เขาเอ่ยสั่ง " เริ่มต้นเดี่ยวนี้ ! "

ซือเสี่ยวเตี๋ยสูดลมหายใจเข้าลึกและจ้องมอง ดวงตาของนางทันใดนั้นก็กลายเป็นสีทองอย่าสมบูรณ์ราวกับเสียงเหล็กปะทะโลหะ ซือเสี่ยวเตี๋ยสร้างดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกายสีทอง

" เคร้ง ! "

กระบี่ศักดิ์สิทธิ์นั้นพุ่งออกจากดวงตาของนางและเจาะเขาที่อกของมังกรทรราชปฐพีทำให้โลหิตพุ่งออกไปทั่วทุกที่

" ผิด " เสียงของหลี่ฉีเย่กดต่ำลง " การควบคุมนั้นไม่ใช่การใช้แรงและมากกว่ากลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดของมันคือทักษะ เจ้าต้องเข้าใจทักษะของมันก่อนที่จะควบคุมอาวุธนับพัน มีเพียงความเข้าใจที่ดีต่อทักษะเท่านั้นที่จะทำให้เจ้าควบคุมสมบัติใดๆ - หรือกระทั้งสมบัติจักพรรดิอมตะได้ จากนั้นเจ้าจะสามารถเข้าใจความลึกลับของมันได้ และสร้างอาวุธจักรพรรดิอมตะชีวิตขึ้นมาได้ ! "

หลี่ฉีเย่เอ่ยแนะนำเพิ่มเติม " ผิวของมังกรนั้นยากที่จะตัด หากเจ้าเพียงแต่ใช้แรงเจ้าจะไม่สามารถตัดผิวของมันได้ กระบี่ของเจ้าจะต้องรวดเร็วและแข็งแกร่ง อ่อนนุ่มและเฉียบฉมในเวลาเดียวกัน..."

ซือเสี่ยวเตี๋ยสูดลมหายใจลึกอีกครั้ง นางนั้นปลดปล่อยพลังงานศักดิ์สิทธิ์และสร้างเป็นกระบี่ นางค่อยๆเริ่มมันตามคำแนะนำของหลี่ฉีเย่และตัดมันจากส่วนท้องที่ละก้าว

สุดท้ายนางก็สามารถตัดเนื้อของมันกรทั้งหมดและแยกชิ้นส่วนของมันออกมาได้ หลังจากเสร็จสิ้นแล้วนางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและนั่งลงอย่างหมดแรงโดยไม่สนสถานะใดๆ

การควบคุมอาวุธเช่นนี้ สำหรับซือเสี่ยวเตี๋ยแล้วมันยากและเหนื่อยยิ่งกว่าการต่อสู้กับคนอื่น

" พอใช้ได้ " หลี่ฉีเย่เหลือบมองหน้าก่อนจะส่ายหน้าและเอ่ย " การควบคุมอาวุธของบรรพบุรุษเจ้านั้นอยู่บนจุดสูงสุด ยอดเยี่ยมอย่างไร้ที่ติ เขากระทั้งสร้างอาวุธจักรพรรดิอมตะระดับแทท้จริงได้และเขาก็ควบคุมอาวุธดังกล่าวด้วยกลิ่นอายที่ยอดเยี่ยม หากเจ้าต้องการที่จะไปถึงระดับนั้นได้เจ้าต้องฝึกควบคุมอาวุธ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะขาดพลังในตอนท้ายและอาจจะพลาดท่าในการต่อสู้ที่ดุเดือด และนั้นไม่ใช่การควบคุมอาวุธ "

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นจมอยู่ในความเงียบและฟังคำสอนของหลี่ฉีเย่ แม้ว่าคำกล่าวของเขาจะรุนแรง แต่นางก็จดจำและจารึกทุกอย่างไว้ในใจ

ขณะที่ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นฝึกทุกดวงตาเทพ หลี่ฉีเย่ไปภูเขาทุกๆสองวันเพื่อจับจิตวิญญาณภูติและสัตว์สวรรค์ ดังนั้นนางจึงฝึกควบคุมอาวุธของนาง

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นฝึกอย่างขยันและพิจรณาคำกล่าวของหลี่ฉีเย่อย่างระมัดระวัง คำของเขาเป็นดังกิ่งของและใบหยก...