282

ตอนที่ 282 วัดบรรพบุรุษศักดิ์สิทธิ์

" เจ้าผิดแล้ว " หลี่ฉีเย่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม " ราชันเทพนั้นไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับเทพที่แท้จริง มันมีหลากคำที่ใชเรียกตัวตนของพวกเขา เช่น เทวทูต , เทพ , ราชันเทพ คนที่ถูกเรียกด้วยชื่อเหล่านี้ล้วนไม่ใช่เทพจริงๆ ราชันเทพก็เป็นหนึ่งในนั้น แน่นอนว่าเทวทูตและเทพส่วนใหญ่ก็เป็นของปลอมทั้งสิ้น "

หลี่ฉีเย่เอ่ยต่อ " สำหรับราชันเทพ ชื่อไม่ใช่ว่าใครจะมอบให้กันได้ และมีหลายอย่างที่จะต้องรู้ ไม่ใช่เพียงแค่ใครก็ตามที่มีคุณสมบัติจะได้รับชื่อนี้ ในยุครกล้างชื่อของราชันเทพนั้นหายากเป็นอย่างมาก ในยุคของจักรพรรดิ มีเพียงจักรพรรดิอมตะเท่านั้นที่สามารถมอบชื่อนี้ได้ "

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นเอ่ยถามอีกครั้ง " เช่นนั้นก็เป็นจักรพรรดิอมตะที่มอบชื่อนี้ใหักับบรรพบุรุษของข้า ? "

หลี่ฉีเย่ส่ายหัวและเอ่ย " ไม่ กระทั้งจักรพรรดิอมตะเองก็ยังไม่มีความสามารถพอที่จะมอบชื่อราชันเทพให้กับใครได้ มันมีผู้บัญชาการจำนวนมากจากหลายเผ่าพันธ์ที่พวกเขากวาดผ่านไปทั้งเก้าโลก เกี่ยวกับตำนานของเเทพจ้านั้น คนที่สามารถมอบชื่อราชันเทพได้นั้นเป็นตัวตนที่ดำรงอยู่บนจุดสูงสุด เขานั้นสร้างรูปแบบของเทพ - รูปแบบเทพที่แท้จริง ! บุคคลที่จะได้รับชื่อนี้จะต้องได้รับการยอมรับจากผู้บัญชาการของทุกเผ่าพันธ์ เมื่อได้รับชื่อราชันเทพ พวกเขาจะถูกยอมรับว่าเป็นเทพที่แท้จริง ไม่ใช่เทพปลอม "

" แล้วเทพที่แท้จริงเป็นอย่างไร ?  " ซือเสี่ยวเตี๋ยเอ่ยถาม " มันมีเทพอยู่ในโลกนี้จริงๆ ? "

หลี่ฉีเย่เอ่ยตอบ " เจ้าอาจจะกล่าวเช่นนั้นได้ สำหรับเทพที่แท้จริงนั้น พวกเขาจำเป็นต้องมีเลือดของเทพที่แท้จริงไหลอยู่ในร่างกายมากกว่าขึ้น เทพที่แท้จริงนั้นไม่ใช่มนุษย์หรือส่วนหนึ่งของเผ่าพันธ์อื่นๆ "

ซือเสี่ยวเตี๋ยถามด้วยความงุนงง " เช่นนั้นก็มีเผ่าพันธ์เทพที่แท้จริงอยู่บนโลกนี้จริงๆ ? เช่นนั้พวกเขาเป็นเผ่าพันธ์แบบใด ? "

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นมีความคิดเสมอว่าเหล่าเทพนั้นมีตัวตนอยู่แต่เพียงในตำนานและไม่มีใครเคยเห็นเทพจริงๆ นางนั้นไม่เคยเชื่อคำกล่าวของหลี่ฉีเย่มาก่อน แต่ตอนนี้นางรู้สึกว่าเขามีความรู้ที่ยากหยังถึง

หลี่ฉีเย่นั้นไม่ได้เอ่ยตอบนาง แต่นางนั้นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเพิ่มเติม " ใครกันมอบชื่อนี้ให้กับบรรพบุรุษของข้า ? " ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก ยังจะเป็นใครได้อีกหากไม่ใช่จักรพรรดิอมตะ ? ใครกันที่มีคุณสมบัติมากกว่าจักรพรรดิอมตะและมอบชื่อนี้ให้กับบรรพบุรุษของนาง ?

หลี่ฉีเย่มองไปที่นางก่อนจะเอ่ย " ข้ามั่นใจว่าไม่ใช่จักรพรรดิอมตะ " ความคิดของซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นไม่สามารถรอดพ้นสายตาของหลี่ฉีเย่ไปได้ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยต่อ " จักรพรรดิอมตะในยุคนั้นไม่มคุณสมบัติพอที่จะมอบชื่อราชันเทพให้กับบรรพบุรุษของเจ้า  เจ้ารู้จักชื่อของสงครามที่บรรพบุรุษของเจ้าเข้าร่วมหรือไม่ ? "

ซือเสี่ยวเตี๋ยคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย " ข้าคิดว่า...สงครามอมตะอะไรสักอย่าง ? " ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นคิดว่านางเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่นางไม่รู้ชื่อที่ถูกต้อง ไม่ต้องเอ่ยถึงนาง กระทั้งผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลซือก็ยังไม่รู้คำตอบนี้เพราะว่ามันไม่ได้มีไว้ในบันทึกของตระกูล

หลี่ฉีเย่เอ่ย " สงครามสังหารหมู่เหล่าตัวตนอมตะ หรืออีกชื่อคือ ศึกสังหารตัวตนอมตะ "

นางเอ่ยถาม " ศึกสังหารตัวตนอมตะ ? หรือจะเป็นการฆ่าเหล่าตัวตนอมตะในโลกมนุษย์ ? มีตัวตนอมตะอยู่ในโลกนี้จริงๆ ? "

หลี่ฉีเย่ส่ายหัวและเอ่ย " ไม่ ไม่ใช่การฆ่าตัวตนอมตะแต่เป็นจักรพรรดิอมตะ " ในเวลานี้สายตาของหลี่ฉีเย่ทันใดนั้นก็จมลึกลงไป มันราวกับว่าเขากำลังหวนคืนสู่อดีจที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญและน่าเศร้า

" สังหารจักรพรรดิอมตะ ! " ซือเสี่ยวเตี๋ยไม่กล้าจะคิดถึงภาพเหตุการณ์ว่าจะท้าทายสวรรค์ขนาดไหน

ก่อนที่จักรพรรดิอมตะที่แบกเจตจำนงแห่งสวรรค์จะกลายเป็นตัวตนอมตะ มันมีโอกาสที่คนอื่นจะต่อต้านหรือว่าฆ่าพวกเขา ทว่าเมื่อพวกเขาแบกเจตจำนงแห่งสวรรค์ พวกเขานั้นกลายเป็นผู้อยู่บนยอดของจุดสูงสุดและเป็นตัวตนอมตะที๋โดดเดียวตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ !

มันไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่ฆ่าเหล่าจักรพรรดิอมตะได้ในยุคโบราณที่ห่างไกล

ซือเสี่ยวเตี๋ยกลายเป็นตกตะลึงหลังจากที่นางได้ยินเรื่องนี้ สุดท้ายนางก็พึมพำด้วยความงุนงง " ศึกสังหารหมู่ตัวตนอมตะคือการฆ่าจักรพรรดิอมตะ ! "

ไม่มีทางที่คนอื่นจะเชื่อตำนานนี้ เกี่ยวกับเรื่องที่บรรพบุรุษของนางได้มีส่วนร่วมในศึกสังหารหมู่ตัวตนอมตะและเขาฆ่าเหล่าจักรพรรดิอมตะไปมากเท่าใด กระทั้งซือเสี่ยวเตี๋ยก็ยังไม่อยากจะเชื่อมัน แต่บางความรู้บอกกับนางว่าเรื่องเช่นนี้อาจจจะเกิดขึ้นจริง

หนึ่งไม่จำเป็นจะต้องวาดฝันถึงฉากนั้น เพียงแค่ได้ยินเกี่ยวกับตำนานในการสังหารเหล่าจักรพรรดิอมตะก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เลือดในร่างกายเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น

นางต้องใช้เวลาครู่หนึ่งสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติและมองไปยังหลี่ฉีเย่เพื่อเอ่ยถาม " ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ? " นางต้องการรู้ผลลัพธ์ของสงครามในตำนานครั้งนี้มาก

ทว่าหลี่ฉีเย่นั้นไม่ได้ตอบคำถามของซือเสี่ยวเตี๋ยและจ้องไปยังขอบฟ้าด้วยสายตาที่ลึกซึ้งอย่างมาก

หลี่ฉีเย่ดึงสายตาของเขากลับมาหลังจากผ่านไปนานจากนั้นก็มองซือเสี่ยวเตี๋ยและเอ่ย " เจ้าคงจะเหนื่อยแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ มีหลายสิ่งที่เจ้าต้องทำในอีกสองสาววันข้างหน้า "

ในเวลานี้ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นมอมแมมมากใบหน้าของหน้าเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกและนางเกือบจะกลายเป็นแมวจรจัด

หลังจากได้ยินคำกล่าวของหลี่ฉีเย่ นางถึงจะตระหนักได้ หลังจากนั้นนางก็ได้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากร่างกาย นางทั้งโกรธและอับอายก่อนจะไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่นางจากไป หลี่ฉีเย่ก็มองไปยังรูปปั้นบรรพบุรุษตระกูลซือ พร้อมทั้งเอ่ยเสียงเบา " เจ้านั้นจงรักภักดีต่อข้าอย่างมากในปีนั้นและใช้ความตายของเจ้าเพื่อปกป้องข้า ข้านั้นปกป้องลูกหลานของเจ้ามาสามยุคและกรรมของพวกเราคงหมดสิ้นกัน วันนี้ข้านำลูกหลานของเจ้ามาที่นี่เพื่อระลึกถึงอดีตที่ทุ่มเทของเจ้า ไม่ว่านางจะได้รับสิ่งที่ดีกลับไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับโชคของนางแล้ว  "

หลี่ฉีเย่นั้นมองไปยังรูปปั้นของเทพที่แท้จริงก่อนจะเอ่ยกระซิบ " วันนี้ข้ามาเพื่อนำของที่ข้ามอบให้กับเจ้าไว้ในพี่นั้น สำหรับสำหรับประตูไร้มลทิน ข้าจะตรวจสอบมันอย่างใกล้ชิดและค้นหาความจริง "

หลี่ฉีเย่นั้นมีเหตุผลในการเลือกพื้นที่ของบรรพบุรุษศักดิ์สิทธิ์ ความจริววัดนี้เป็นวัดที่เขาเป็นคนสร้าง เพราะว่าเขานั้นสัญญาว่าจะปกป้องตระกูลซือสามยุค ในอดีตเขานั้นใช้เวลาอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก

เหตุผลแรกที่เขาให้โอกาสแก่ซือเสี่ยวเตี๋ยก็เพราะนางนั้นเป็นลูกหลานตระกูลซือ เหตุผลที่สองก็มาศึกษาทักษะของ เทพหมื่นหัตถ์ที่แท้จริง สามก็เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประตูไร้มลทิน นี้เป็นปริศนาที่ไม่มีใครแก้ออกตั้งแต่ยุคโบราณ

ในอดีตที่นานมาแล้ว หลี่ฉีเย่นั้นเคยช่วยชีวิต เทพหมื่นหัตถ์ที่แท้จริงจากสุสานอรหันต์ที่ราบสูง จากนั้นเทพที่แท้จริงคนนี้ก็มอบทักษะของเขาเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยชีวิตไว้ครั้งนั้น

หลี่ฉีเย่นั้นไม่เคยใช้ทักษะของเทพที่แท้จริงคนนี้ - หมื่นหัตถ์สยบเก้าโลก ! ในเวลานี้เมื่อเขากลับมาดินแดนร้อยเมืองทางตะวันออกและต้องเดินทางไปทั่วโลก หลี่ฉีเย่คิดว่าการมีทักษะนี้ติดตัวเป็นสิ่งจำเป็น

วันนี้ ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นตื่นขึ้นมาเช้ามาก ทว่าหลี่ฉีเย่นั้นตืนขึ้นมาเช้ายิ่งกว่า เขานั้นยืนอยู่ตรงห้องโถงใหญ่ด้านหน้าของรูปปั้นเทพหมื่นหัตถ์ เขานั้นยืนอยู่ด้วยท่าทางแปลกๆเช่นเดียวกับรูปปั้น

ขณะที่ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นรู้สึกแปลกๆเมื่อจ้องมอง หลี่ฉีเย่ทันใดนั้นก็เคลื่อนไหว เขาใช้ปลายเท้าหมุนไปโดยรอบราวกับรูปปั้นด้านบนและมันก็กลายเป็นเร็วขึ้นและมากขึ้น สายตาของซือเสี่ยวเตี๋ยกลายเป็นงุนงงหลังจากจ้องมอง

ขณะที่สายตาของนางกำลังมึนงงอยู่นั้น หลี่ฉีเย่ก็ได้หายตัวไป ซือเสี่ยวเตี๋ยทันใดนั้นก็ขยี้สายตาของนางเพื่อทำให้มั่นใจว่าตานางไม่ได้ฝาด

จากนั้นนางก็ตื่นตระหนก หลี่ฉีเย่นั้นหายตัวไปที่ทั้งที่เมื่อครู่เขายังอยู่ที่นี่ ? นางมองเขาอยู่ตลอดเวลาจู่ๆเขาก็หายตัวไปนี้จะไม่ให้นางตื่นตระหนกได้อย่างไร

หลี่ฉีเย่นั้นหายตัวไปเป็นเวลานานและนี้ทำให้ซือเสี่ยวเตี๋ยหวาดกลัว ซือเสี่ยวเตี๋ยตะโกนด้วยน้ำเสียงที่สั่น " เฮ้ อย่าล้อข้าเล่นเช่นนี้ ข้าไม่ต้องการจะเล่นซ่อนหากับเจ้า ! "

" โฮมมมม ! " ขณะที่ซือเสี่ยวเตี๋ยกำลังตะโกนอยู่นั้น รูปปั้นของเทพแท้จริงทันใดนั้นก็ส่องแสงและปรากฏรูตรงกลางอก จากนั้นหลี่ฉีเย่ก็กระโดดออกมาจากภายใน

พริบตานั้น นางตกใจเป็นอย่างมาก และจ้องมองไปยังหลี่ฉีเย่ที่พึงออกมาจากรูปปั้น

นางทันใดนั้นก็ฟื้นคืนสติและเอ่ยเสียงสั่น " นี้มัน..นี้มันมีความลับอยู่ภายใน ! " ในเวลานี้นางตระหนักได้ว่านี้ไม่ใช่รูปปั้นธรรมดา

" แน่นอน " หลี่ฉีเย่นั้นเข้าไปด้านในเพื่อนำหมื่นหัตถ์สยบเก้าโลกออกมา นี้เป็นหนึ่งในเป้าหมายของเขาที่ตัดสินใจมายังที่แห่งนี้

เขามองนางเป็นชั่วครู่ก่อนจะเอ่ย " ข้านั้นดูเหมือนมีเวลาว่างมาก ถึงกับมายังสถานที่ที่ไม่พึงประสงค์แห่งนี้เพื่อชมทิวทัศน์ ? "

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นประหลาดใจเล็กน้อย นางนั้นไม่คาดว่าที่วัดเก่าแก่แห่งนี้จะมีความลับที่ไม่มีใครรู้ซ่อนอยู่

นางนั้นสูดลมหายใจเขาลึกก่อนจะเอ่ยถาม " นี้เป็นวัดแบบใดกัน ? "

หลี่ฉีเย่เป็นอีกครั้งที่เขาไม่ได้ตอบคำถาม เขานั้นก้าวไปยืนด้านหน้าของรูปปั้นบรรพบุรุษตระกูลซือ ก่อนจะเอ่ยกับซือเสี่ยวเตี๋ยด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง " นั่งลง ! "

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นตกใจเล็กน้อย แต่นางก็ตระหนักได้ถึงบางอย่างและไปนั่งยังตำแหน่งที่หลี่ฉีเย่ชี้ไว้

" ห้าจิตใจเพื่อสังเกตชั้นฟ้า ห้าร่างกายเพื่อเชื่อมต่อกับปฐพี..." หลี่ฉีเย่นั้นจัดท่านั่งของนางและสอนนางในการเข้าสู่สมาธิ

หลังจากซือเสี่ยวเตี๋ยมาถึงระดับสมาธิขั้นสูง หลี่ฉีเย่ก็เอ่ยย้ำนาง " มองไปยังดวงตาบรรพบุรุษของเจ้า จ้องดวงตาคู่นั้นไว้ "

ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นมองตรงไปยังดวงตาของบรรพบุรุษนาง ทว่านางนั้นก็ยังคงไม่เห็นสิ่งใด

หลี่ฉีเย่เอ่ยแนะนำอย่างจริงจัง " มองด้วยใจไม่ใช่สายตา สิ่งนี้ไม่สามารถมองได้ด้วยสายตาธรรมดา " หลี่ฉีเย่นั้นสอนอย่างจริงจัง และซือเสี่ยวเตี๋ยก็ปฏิบัติตามคำสอนของเขา แต่นางก็ยังคงมองไม่เห็นสิ่งใดจากดวงตาของบรรพบุรุษไม่ว่านางจะพยามมากแค่ไหน

หลังจากพยามอยู่หลายครั้ง แม้ว่านางจะไม่เต็มใจแต่นางก็ต้องยอมรับความจริง " ข้ามองไม่เห็นสิ่งใด " แม้ว่าจะปฏิบัติตามคำแนะนำของหลี่ฉีเย่ แม้ว่าจะใช้ความพยามอย่างถึงที่สุด แต่นางก็ยังมองไม่เห็นสิ่งใดจากดวงตาของบรรพบุรุษนาง...