279
ตอนที่ 279 เต๋ายอดหอมสวรรค์
มันไม่ใช่เพราะว่าการบรรยายเต๋าของซูเหม่ยเหยานั้นไม่ดีพอหรือว่ามันขาดความลึกซึ้ง ในความเป็นจริงหลี่ฉีเย่ค่อนข้างเห็นด้วยกับคำสอนของนาง
ทว่าหลี่ฉีเย่นั้นไม่มีความจำเป็นต้องฟัง ในเรื่องเต๋าเขานั้นเดินทางมาไกลยิ่งกว่าเหม่ยซูเหยานัก แม้ว่าจะปราศจากทักษะเช่นของเหม่ยซูเหยา เขาก็ยังคงสามารถสร้างภาพที่ยอดเยี่ยมได้จากการบรรยายเต๋าของเขา
ครั้งหนึ่งเขากระทั้งเคยสอนจักรพรรดิอมตะและขจัดความสับสนของเทพแท้จริง เขากระทั้งถูกจักรพรรดิอมตะเรียกว่าอาจารย์ ผู้เยาว์เช่นเหม่ยซูเหยาจะมาเทียบกับเขาในเรื่องความเข้าใจของเต๋าได้อย่างไร
หลี่ฉีเย่นั้นจมอยู่ภายใต้แสงจันทร์และทิวทัศน์โดยรอบเป็นเวลานาน ในอดีตเขานั้นเคยมาที่นี่มาก่อน เขานั้นปกป้องประตูซือมาสามยุคดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับสถานที่นี่ดี ทว่าหากเทียบกับอดีต ประตูราชสีห์คำรามในปัจจุบันนั้นตกต่ำและไม่มีความแข็งแกร่งเท่ากับอดีต สุดท้ายหลังจากหลายล้านปีผ่านไป ลูกหลานตระกูลซือก็ใช้สิ่งของทุกอย่างที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ไป
หลี่ฉีเย่นั้นวางแผนที่จะออกจากประตุราชสีห์คำรามเพราะว่ามันมีอีกไม่กี่เรื่องที่เขาต้องทำที่นี่ เรื่องที่เหลือคือการมอบกล่องที่บรรพชนราชสีห์บาเซียนให้กับปู่ของซือเสี่ยวเต๋า
" น้องหลี่ ดูเหมือนจะอยู่ในอารมณ์ของนักกวี "
ขณะที่กำลังยืนอยู่ใต้แสงจันทร์เพื่อดื่มดำกับธรรมชาติ เสียงที่ไพเราะก็ปรากฏออกมาด้านข้าง หลี่ฉีเย่รู้ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องหันกลับไปมอง
ด้วยกลิ่นอายราวกับเทพธิดา เหม่ยซูเหยาทันใดนั้นก็ปรากฏตัว ทุกคนสามารถเห็นได้เพียงรูปลักษ์ที่สง่างามของนางจากหัวจรดเท้า
หลี่ฉีเย่ยังคงยืนอย่างนิ่งสงบและชมทิวทัศน์เบื้องหน้าโดยไม่หันกลับไปมองพร้อมเอ่ย " นิกายแม่น้ำนิรันดร์นั้นมีความสามารถที่ดี นิกายของเจ้าสมแล้วที่เป็นลำดับหนึ่งในดินแดนร้อยเมืองทางตะวันออก "
" ชื่อเสียงของน้องหลี่นั้นปกคลุมทั่วโลก ข้านั้นสามารถรับรู้ได้โดยไม่ต้องเอ่ยถาม " เหม่ยซูเหยายืนอยู่ด้านข้างหลี่ฉีเย่และเอ่ย
ในเวลานี้ เหม่ยซูเหยานั้นถูกปกคลุมไปด้วยหมอกใต้แสงจันทร์ ทำให้กลิ่นอายของนางนั้นไม่เหมือนผู้ใด กลิ่นหอมของนางกระจายไปทั่วขณะที่หลี่ฉีเย่ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ยังรู้สึกผ่อนคลาย
" การบรรยายของเจ้านั้นไม่เลว " ในเวลานี้ หลี่ฉีเย่มองไปที่เหม่ยซูเหยาและพยักหน้า
นี้ไม่ใช่ความหยิ่งยโสหรือความหยาบคายของหลี่ฉีเย่ มันเป็นเพียงความคิดปกติของเขา แม้แต่เทพธิดาของเมืองพิทักษ์สวรรค์ ชิเซียะหนิงที่ไม่ได้ด้อยกว่าเหม่ยซูเหยาในด้านการบ่มเพาะหรือว่าพื้นหลัง นางก็ยังไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา
เหม่ยซูเหยาเผยรอยยิ้มจางๆที่ทำให้ดอกไม้ร่วงโรยและจันทร์หม่นหมองก่อนจะเอ่ย " หากการบรรยายนั้นไม่เลวจริงๆ น้องหลี่คงไม่ได้จากงานมาเช่นนี้ หากมีข้อผิดพลาดใดๆโปรดชี้แนะข้าด้วย "
เหม่ยซูเหยานั้นเป็นคนระดับใด ? ความงดงามนั้นแทบจะทำให้ผู้คนบ้าคลั่งและชื่อเสียงของก็ปกคลุมไปทั่วดินแดนร้อยเมืองทางตะวันออกพร้อมกับสาวกของนางอีกจำนวนมาก มันเป็นมากกว่าแค่รูปลักษณ์ของนาง ส่วนสำคัญก็คือความสามารพิเศษของนาง การบ่มเพาะของนางไม่ได้ไม่มีใครรู้และนางกระทั้งเข้าใจความลึกซึ้งของเต๋าได้ นางนั้นยังยินดีที่จะสอนเต๋าและแก้ปัญหาให้กับผู้ ถึงกับเดินทางไปทั่วดินแดนร้อยเมือง
หากคนนอกได้ยินเช่นนี้ พวกเขาจะไม่มีทางเชื่ออย่างเด็ดขาด ในดินแดนร้อยเมืองไม่ว่าพวกเขานั้นจะมีความสามารถขนาดไหน ก็ยังไม่มีใครกล้าที่แก้ไขความเข้าใจในเต๋าของเหม่ยซูเหยา เหม่ยซูเหยานั้นมีความสามารถด้านเต๋าอย่างแท้จริงแม้แต่คนรุ่นก่อนก็ยังไม่สามารถเทียบกับนางได้
" การบรรยายของเจ้านั้นยอดเยี่ยม เจ้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาเพียงแค่อยากจะทิวทัศน์มากกว่า " หลี่ฉีเย่ยิ้มและเอ่ย
เหม่ยซือเหยาทันใดนั้นก็สะบัดมือเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย " หลังจากเห็นท่าน ซูเหยาก็เข้าใจได้ทันทีว่าท่านนั้นมีความเข้าใจในเต๋าที่ลึกซึ้งกว่า ทำไมถึงไม่บรรยายพวกมัน ? "
หลี่ฉีเย่นั้นส่ายหัวและไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ขณะมองไปยังทิวทัศน์รอบๆ
" มันอาจจะเป็นไปได้ว่าท่านรู้สึกว่าไม่ควรค่าที่จะบรรยายให้กับข้าฟัง ? เมื่อเต๋าของท่านสูงส่ง ซูเหยายินดีที่จะรอฟัง "
เหม่ยซูเหยานั้นเอ่ยอีกครั้ง เวลานี้กลิ่นอายที่ออกมาจากปากของนางนั้นเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่และน่าลุ่มหลง มันราวกับว่เป็นแสงแดดที่อบอุ่นกำลังละลายหิมตะในหัวใจ มันราวกับว่านางนั้นควบคุมเต๋าอมตะได้ ความลึกลับที่ไม่สามารถมองเห็นได้ก็คือเมื่อฟังเต๋าของซูเหม่ยเหยาพวกเขาจะรู้สึกราวกับถูกปลอบประโลม นี้เป็นความรู้สึกราวกับว่าพวกเขากลายเป็นสุดยอดเต๋าและช่องว่างต่างๆได้หายไป
เมื่อถึงตอนนี้ หลี่ฉีเย่หันหัวของเขาไปทางซูเหม่ยเหยาช้าๆและเอ่ยอย่างใจเย็น " สาวน้อยอย่าได้ใช้เต๋ายอดหอมสวรรค์กับข้า ระวังข้าจะตีก้นเจ้า ! "
คำกล่าวนี้เป็นคำที่หยาบคาย ซือเหม่ยเหยานั้นเป็นเทพธิดาในจิตใจของผู้คนนับไม่ถ้วนและไม่มีใครกล้าพูดคำนี้กับนาง
" หึ่ม เจ้าตัวอวดดี ! " ในเวลานี้เสียงตะโกนที่เย็นชาก็ดังออกมา มีชายหนุ่มพร้อมด้วยชุดเกราะสีเงินปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้า
นี้คือเซียนน้อยเฉียนเย่ว์ คนที่ต้องการจะติดตามเหม่ยซูเหยา มันดูเหมือนกับว่าไม่ว่าเหม่ยซูเหยาจะไปที่ไหนเขาจะติดตามไปด้วยตลอด
หลี่ฉีเย่ขี้เกียจเกินไปที่จะมองไปที่เขาและเอ่ยอย่างสบายๆ " บอกคนรับใช้ของเจ้าอย่ามารบกวนข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่เพียงแค่ลงโทษเขา แต่ข้าจะลงโทษเจ้าเช่นกัน "
" นี้เจ้า..." การแสดงของเซียนน้อยเฉียนเย่ว์นั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก เขานั้นถือหอกไว้ในมือพร้อมกับเจตนาฆ่าขณะที่มองไปยังหลี่ฉีเย่
" เซียนน้อยให้ข้าและน้องหลี่ได้คุยกันตามลำพัง ได้หรือไม่ ? " ซูเหยาเหม่ยพูดจาไพเราะเช่นนั้นเคย ยังเต็มไปด้วยความอ่อนนุ่มและน่าหลงใหล
แม้ว่าเซียนน้อยจะโกรธ แต่เมื่อฟังเสียงของเหม่ยซูเหยาไฟของเขาก็ดับลง เขาจ้องมองหลี่ฉีเย่จากนั้นก็หายไป
" น้องหลี่รู้ถึงเรื่องนี้ด้วย " หลังจากเซียนน้อยจากไป เสีงของเหย่ยซูเหยาที่ราวกับเทพธิดาก็ปรากฏ มันน่าฟังเป็นอย่างมากแม้แต่คนที่กำลังโกรธก็ยังสงบลง
หลี่ฉีเย่นั้นไม่หันไปมองนางและเอ่ย " สาวน้อย อนาคตของเจ้านั้นไร้ขีดจำกัด แต่อย่าได้คิดว่าเจ้านั้นเป็นเซียนหรือเทพธิดา เมื่อจักรพรรดิอมตะซิวสุยทิ้งเต๋ายอดหอมสวรรค์ไว้เบื้องหลัง มันไม่ได้เพื่อการบรรยายเต๋าหรือสร้างความรู้แจ้งให้กับคนอื่น ! สุดยอดเต๋านั้นเป็นสิ่งที่เจ้าต้องเริ่มเพียงลำพังและเดินเข้าสู่นิรันดร์ นี้คือเต๋ายอดหอมสวรรค์ที่เจ้าต้องค้นห้า "
" เจ้านั้นสูญเสียความสามารถไปโดยเปล่าประโยชน์ กระดูกวิญญาณอมตะรวมกับเต๋ายอดหอมสวรรค์ของเจ้าเพียงพอที่จะได้รับเจตนำนงแห่งสวรรค์ในอนาคต การรู้แจ้งในสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องทำ นอกจากนี้เจ้านั้นไม่สามารถที่สอนอะไรข้าได้ วันนี้แม้แต่ผู้ก่อตั้งของเจ้าจักรพรรดิอมตะซิวสุยมาด้วยตัวเอง นางก็ยังไม่มีความสามารพอที่จะสอนข้า ! อย่าได้ใช้ทักษะเล็กน้อยนี้กับข้าอีกในอนาคต ไม่เช่นนั้นข้าจะตีก้นเจ้าต่อหน้าทุกคน ! " พูดเสร็จหลี่ฉีเย่ก็จากไป
เหม่ยซูเหยานั้นจ้องมองเงาของหลี่ฉีเย่ที่กำลังเดินจากไปด้วยสายตาที่ล้ำลึก นางนั้นจมอยู่ในความคิดและไตร่ตรองเรื่องทั้งหมด แม้แต่สายลมก็ยังพัดอย่างอ่อนโยน
เมื่อหลี่ฉีเย่นั้นกลับมาถึงสวน เหตุการณ์ทุกอย่างก็ได้จบลงและบรรดาเหล่าอัจฉริยะก็ได้จากไป
" เจ้าไปไหนมา ? " ซือเสี่ยวเตี๋ยหลังจากถามหลังจากที่เห็นขา " ข้านั้นมองไปทุกที่เพื่อจะหาเจ้า "
หลี่ฉีเย่มองไปที่นางและเอ่ย " ซือเสี่ยวเต๋าอยู่ที่ไหน ? "
" เขานั้นนำเจ้าหญิงเป๋าหยุนกลับไปส่ง " ซือเสี่ยวเตี๋ยเอ่ยต่อ " บิดาของข้าต้องการพบเจ้า เจ้าจะว่าอย่างไร ? "
" ก็ดี พวกเราควรจะพบกันสักหน่อย " หลี่ฉีเย่ครุนคิดชั่วครู่ หากบิดาของซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นมีค่าพอ เช่นนั้นเขาอาจจะมอบกล่องของบรรพชนราชสีห์บาเซียนให้กับเขา
หลังจากได้ยินคำนี้ซือเสี่ยวเตี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มภายในใจ คนปกติที่ต้องการพบกับบิดาของนางล้วนไม่มีใครสามารถทำได้ แต่ชายคนนี้กับเอ่ยราวกับเป็นเรื่องธรรมดา ในเวลานี้ซือเสี่ยวเตี๋ยนั้นไม่สามารถอ่านความคิดของหลี่ฉีเย่ได้
ภายใต้การนำของนาง หลี่ฉีเย่ได้พบกับเจ้าขุนนางราชสีห์คำรามภายในราชวัง เขานั้นเป็นชายวัยกลางคนที่มีอายุประมาณห้าสิบและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณที่สดใส ซือเสี่ยวเต๋านั้นเหมือนกับพ่อของเขา
สำหรับเหล่าผู้ปกครองอาณาจักร ชื่อต้นของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความหมาย โดยปกติแล้วพวกเขานั้นจะถูกเรียกว่าเจ้าขุนนาง และมีบางคนที่ถูกเรียกว่าราชันมนุษย์และราชาปีศาจ ตัวอย่างเช่นราชาปีศาจตันหลี่และราชันมนุษย์ของอาณาจักรมณีสวรรค์
ปกติแล้วพวกเขาจะถูกเรียกว่าเจ้าขุนนางเท่านั้น มีเพียงราชาปีศาจและราชันมนุษย์เท่านั้นที่พิเศษ เพราะพวกเขานั้นเป็นอัจฉริยะที่หายากในดินแดนตอนกลาง
เจ้าขุนนางของอาณาจักรปราณฟ้าโบราณนั้นถูกเรียกว่าราชันมนุษย์เช่นกัน เพราะว่าประเทศของพวกเขาเป็นอาณาจักรโบราณ เขานั้นมีความสามารถพอที่จะเป็นราชันมนุษย์
ดังนั้นผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงเรียกตัวเองว่าเป็นเพียงเจ้าขุนนาง และไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นราชันมนุษย์หรือราชาปีศาจ ! ผู้ปกครองของประตูราชสีห์คำรามก็เช่นกัน ประตูราชสีห์คำรามนั้นเป็นเพียงประเทศเล็กๆและไม่กล้าเรียกตัวเองว่าราชันมนุษย์
เจ้าขุนนางส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในระดับตัดสวรรค์หรือเซียนบรรพกาล แน่นอนว่าหากเป็ฯผู้ปรกครองประเทศขนาดเล็กอาจจะอยู่เพียงระดับชะตาลี้ลับ
สำหรับเหล่าราชันมนุษย์และราชาปีศาจ ของเหล่าอาณาจักรโบราณต่างๆ ไม่มีใครรู้ระดับที่แน่นอนของพวกเขา พวกเขาอาจจะเป็นระดับองค์รักษ์เทพสวรรค์หรือราชันเทพสวรรค์ !
" ข้าขอขอบคุนสหายท่านนี้เป็นอย่างมากที่เปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ให้กับลูกชายข้า ขอบคุณที่ทำให้เขาได้มีโอกาสอีกครั้ง " เจ้าขุนนางนั้นไม่กล้าที่จะไม่สุภาพกับหลี่ฉีเย่หลังจากพบหลี่ฉีเย่ เขาประสานมือทั้งสองและเอ่ย
หลี่ฉีเย่นั้นรับการคาราวะจากเจ้าขุนนางราวกับเป็นสิ่งปกติที่เขาสมควรได้รับ จากนั้นเจ้าขุนนางขอให้เขานั่งลงอย่างรวดเร็ว
เจ้าขุนนางราชสีห์คำรามนั้นไม่ได้มีระดับการบ่มเพาะที่ต่ำและเป็นผู้ปกครองที่ดี เขานั้นใช้เวลาส่วนใหญ่ภายในเมืองจักรพรรดิโดยเฉพาะเวลาที่ไม่แน่นอนในช่วงนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าออกไปจากเมือง ทว่าสามาถรเห็นร่องรอยความกังวลได้บนคิ้วของเขา
" ข้าสงสัยว่าราชันสวรรค์ราชสีห์คำรามจะออกจากการบ่มเพาะของเขาเมื่อใด ? " หลังจากนั่งหลี่ฉีเย่เอ่ยถาม
เจ้าขุนนางนั้นประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อคำถามแรกของเขาเกี่ยวกับบิดาของเขา " สหายท่านนี้ต้องการจะพบกับบิดาของข้าเพื่อสิ่งใด ? "
หลี่ฉีเย่นั้นส่ายหัวและไม่ได้เอ่ยสิ่งใด จากนั้นเขาก็เงียบลง เจ้าขุนนางสวรรค์นั้นไม่ต้องการกดดันเขาจึงเอ่ย " ข้าจะไม่ซ่อนมันจากสหาย บิดาของข้านั้นกำลังฝึกตนเงียบ แม้แต่เขาก็ยังไม่สามารถพบเขาได้ หากเจ้าต้องการพบเขา ข้าเกรงว่าต้องรอจนกระทั้งเขาออกมา "
หลี่ฉีเย่นั้นครุนคิดอยู่ชั่วครู่และก็ตัดสินใจไม่มอบกล่องสมบัติให้ นี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวของกับมรดกของบรรพชนราชสีห์ ดังนั้นจึงไม่สามารถมอบให้กับเจ้าขุนนางได้อย่างง่ายดาย ถ้าบิดาของเขาเป็นลูกหลานที่แท้จริง และไม่สามารถออกจากการฝึกฝนมาได้ เช่นนั้นหลี่ฉีเย่จะคิดใหม่เกี่ยวกับการมอบกล่องสมบัตินี้อีกครั้ง